การวิเคราะห์และระบุพฤติกรรมเป้าหมาย:ฺฺBBS
การวิเคราะห์และระบุพฤติกรรมเป้าหมาย: การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นการโทรออก รับสาย อ่านหรือส่งข้อความ ดูแผนที่ ถ่ายภาพ หรือใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ แม้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ผู้ขับขี่ก็อาจมองไม่เห็นเหตุการณ์สำคัญบนถนน ตัดสินใจช้าลง และควบคุมรถได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพนักงานขับรถบรรทุกซึ่งใช้รถที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถมากกว่ารถทั่วไป
การวิเคราะห์พฤติกรรมควรมุ่งพิจารณาสิ่งที่สามารถมองเห็นและตรวจสอบได้ โดยไม่รีบสรุปว่าพนักงานประมาท ตัวอย่างพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ ถือโทรศัพท์ขณะรถเคลื่อนที่ ก้มอ่านข้อความ พิมพ์ข้อความ เลื่อนหน้าจอ กดค้นหาเส้นทาง หรือสนทนาจนเสียสมาธิ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้สายตาละจากถนน มือออกจากอุปกรณ์ควบคุมรถ และความคิดไม่จดจ่อกับสถานการณ์ข้างหน้า
สาเหตุของพฤติกรรมอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ต้องรีบตอบหัวหน้างานหรือผู้ประสานงาน ไม่ได้กำหนดจุดพักสำหรับติดต่อสื่อสาร ใช้โทรศัพท์นำทางโดยไม่ได้ตั้งค่าเส้นทางล่วงหน้า กลัวพลาดข้อมูลสำคัญ หรือเกิดความเคยชินว่าใช้งานเพียงชั่วครู่คงไม่เป็นอันตราย ดังนั้น การแก้ไขไม่ควรเน้นการตำหนิเพียงอย่างเดียว แต่ควรปรับทั้งพฤติกรรม วิธีทำงาน และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
พฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นควรระบุอย่างชัดเจนว่า “ผู้ขับขี่ไม่ถือ ไม่กด และไม่อ่านข้อความบนโทรศัพท์ขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ หากจำเป็นต้องใช้งาน ต้องจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย ดับเครื่องหรือเข้าเกียร์จอดให้เรียบร้อยก่อนใช้โทรศัพท์” สำหรับการนำทางควรกำหนดเส้นทางและติดตั้งโทรศัพท์บนอุปกรณ์ยึดให้เรียบร้อยก่อนออกรถ หากต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือปรับการตั้งค่า ให้หยุดรถในจุดที่ปลอดภัยก่อนดำเนินการ
แนวทางส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัยสามารถทำได้โดยกำหนดข้อตกลงร่วมกันว่า พนักงานไม่จำเป็นต้องรับสายหรือตอบข้อความทันทีขณะขับรถ จัดช่วงเวลาหรือจุดพักสำหรับติดต่อประสานงาน และให้หัวหน้างานหลีกเลี่ยงการโทรติดตามในเวลาที่ทราบว่าพนักงานกำลังขับรถ เมื่อพบว่าพนักงานจอดรถก่อนใช้โทรศัพท์ ควรกล่าวชื่นชมทันที เพื่อยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ
การติดตามผลอาจใช้การสังเกต การพูดคุยหลังจบงาน ข้อมูลจากกล้องภายในรถ หรือแบบตรวจพฤติกรรม โดยวัดจากจำนวนครั้งที่พบการใช้โทรศัพท์ขณะรถเคลื่อนที่ จำนวนครั้งที่พนักงานเลือกจอดในจุดปลอดภัยก่อนใช้งาน และจำนวนเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเสียสมาธิ ข้อมูลทั้งหมดควรนำมาใช้เพื่อปรับปรุงระบบและป้องกันอุบัติเหตุ ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษบุคคล
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ” แต่คือการสร้างพฤติกรรมใหม่ที่ชัดเจนและทำได้จริง ได้แก่
“มีสายเข้าไม่รับ มีข้อความเข้าไม่อ่าน หากจำเป็นต้องใช้ ให้จอดรถในจุดปลอดภัยก่อนทุกครั้ง”
การวิเคราะห์และระบุพฤติกรรมเป้าหมาย: การฝ่าฝืนเส้นทางที่กำหนด
การฝ่าฝืนเส้นทางที่องค์กรกำหนด หมายถึง การที่พนักงานขับรถเปลี่ยนเส้นทาง ออกนอกเส้นทาง ใช้ทางลัด หรือแวะจุดอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าผู้ขับขี่อาจต้องการประหยัดเวลา หลีกเลี่ยงการจราจร หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เส้นทางใหม่อาจมีข้อจำกัดหรือความเสี่ยงที่ยังไม่ได้ประเมิน โดยเฉพาะรถบรรทุกสารเคมีอันตราย ซึ่งต้องคำนึงถึงสภาพถนน ความสูงและน้ำหนักที่สะพานรองรับ พื้นที่ชุมชน ทางลาดชัน จุดกลับรถ และพื้นที่ห้ามรถบรรทุกผ่าน
1. พฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องสังเกต
การวิเคราะห์ควรพิจารณาจากพฤติกรรมที่มองเห็นและตรวจสอบได้ ไม่รีบสรุปว่าพนักงานจงใจฝ่าฝืน ตัวอย่างพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่
- เปลี่ยนเส้นทางโดยไม่แจ้งผู้ควบคุมงาน
- ใช้ทางลัดที่ไม่ได้ผ่านการประเมินความเสี่ยง
- แวะพัก แวะซื้อของ หรือทำธุระนอกจุดที่กำหนด
- ปิดหรือไม่ใช้งานระบบ GPS ระหว่างการเดินทาง
- ขับผ่านพื้นที่ห้ามรถบรรทุกหรือพื้นที่ชุมชนโดยไม่จำเป็น
- ไม่ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง
- เปลี่ยนเส้นทางตามคำแนะนำของแอปพลิเคชันทันที โดยไม่ตรวจสอบข้อจำกัดของรถ
พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้รถเข้าสู่ถนนแคบ สะพานที่รับน้ำหนักไม่ได้ เส้นทางลาดชัน พื้นที่น้ำท่วม จุดก่อสร้าง หรือบริเวณที่ไม่มีจุดจอดฉุกเฉิน ส่งผลให้เกิดความล่าช้า อุบัติเหตุ ความเสียหายต่อสินค้า และความเสี่ยงต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม
2. วิเคราะห์สาเหตุของพฤติกรรม
ไม่ควรสรุปทันทีว่าผู้ขับขี่ไม่มีวินัย เพราะการออกนอกเส้นทางอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น
- เส้นทางเดิมมีการจราจรติดขัดหรือเกิดอุบัติเหตุ
- ถนนปิด น้ำท่วม หรือมีการก่อสร้าง
- ต้องเร่งส่งสินค้าให้ทันเวลาที่กำหนด
- ข้อมูลเส้นทางไม่เป็นปัจจุบัน
- จุดพักหรือจุดเติมน้ำมันอยู่ไกลเกินไป
- ผู้ขับขี่ไม่เข้าใจเหตุผลที่ต้องใช้เส้นทางที่กำหนด
- การสื่อสารกับผู้ควบคุมงานล่าช้าหรือติดต่อไม่ได้
- ระบบนำทางแนะนำเส้นทางที่สั้นกว่า แต่ไม่เหมาะกับรถบรรทุก
- ไม่มีขั้นตอนขออนุมัติเปลี่ยนเส้นทางที่ชัดเจน
หัวหน้างานจึงควรพูดคุยกับผู้ขับขี่ ตรวจสอบข้อมูล GPS สภาพถนน ตารางการเดินรถ และคำสั่งงาน เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนกำหนดแนวทางแก้ไข
3. พฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการ
พฤติกรรมเป้าหมายควรกำหนดให้ชัดเจนว่า
“พนักงานขับรถต้องตรวจสอบและขับตามเส้นทางที่ได้รับอนุมัติ หากพบเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางต่อได้ ต้องจอดรถในจุดปลอดภัย แจ้งผู้ควบคุมงาน และรอการยืนยันเส้นทางใหม่ก่อนเปลี่ยนเส้นทางทุกครั้ง”
พฤติกรรมที่ต้องปฏิบัติประกอบด้วย
- ตรวจสอบเส้นทาง จุดพัก จุดเติมน้ำมัน และจุดเสี่ยงก่อนออกเดินทาง
- เปิดระบบ GPS หรือระบบติดตามรถตลอดการเดินทาง
- ขับตามเส้นทางและจุดแวะพักที่ได้รับอนุมัติ
- ไม่ใช้ทางลัดหรือเปลี่ยนเส้นทางตามความคุ้นเคยส่วนตัว
- เมื่อพบถนนปิด อุบัติเหตุ น้ำท่วม หรือสิ่งกีดขวาง ให้ลดความเร็วและจอดในจุดปลอดภัย
- แจ้งตำแหน่ง สาเหตุ และสถานการณ์แก่ผู้ควบคุมงาน
- รอรับการอนุมัติหรือคำแนะนำก่อนใช้เส้นทางสำรอง
- บันทึกสาเหตุและเวลาที่เปลี่ยนเส้นทางเพื่อใช้ติดตามผล
ในกรณีฉุกเฉินที่การอยู่ในเส้นทางเดิมอาจเป็นอันตราย ผู้ขับขี่ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อน เคลื่อนรถออกจากจุดอันตรายเท่าที่จำเป็น แล้วรีบแจ้งผู้ควบคุมงานทันทีเมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย
4. แนวทางสนับสนุนจากองค์กร
องค์กรควรจัดเตรียมแผนที่เส้นทางหลักและเส้นทางสำรองที่ผ่านการประเมินแล้ว พร้อมระบุจุดเสี่ยง จุดพัก จุดเติมน้ำมัน และหมายเลขติดต่อฉุกเฉินให้ชัดเจน ควรกำหนดขั้นตอนการขอเปลี่ยนเส้นทางที่สั้น เข้าใจง่าย และสามารถปฏิบัติได้จริง รวมถึงปรับแผนการเดินรถให้มีเวลาเพียงพอ เพื่อลดแรงกดดันที่ทำให้ผู้ขับขี่เลือกใช้ทางลัด
เมื่อพบการออกนอกเส้นทาง หัวหน้างานควรสอบถามเหตุผลและประเมินสถานการณ์ก่อนตักเตือน หากผู้ขับขี่แจ้งเหตุและขออนุมัติอย่างถูกต้อง ควรกล่าวชื่นชมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย ไม่ควรใช้ข้อมูล GPS เพื่อกล่าวโทษเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำข้อมูลมาวิเคราะห์จุดที่เกิดปัญหาซ้ำและปรับปรุงเส้นทางให้เหมาะสม
5. การติดตามและประเมินผล
สามารถติดตามผลได้จาก
- จำนวนครั้งที่รถออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต
- จำนวนครั้งที่ผู้ขับขี่แจ้งเหตุและขอเปลี่ยนเส้นทางอย่างถูกต้อง
- ระยะเวลาในการประสานงานเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
- จำนวนเส้นทางเสี่ยงที่ได้รับการทบทวนหรือแก้ไข
- จำนวนเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุจากการใช้เส้นทางไม่เหมาะสม
- ร้อยละของเที่ยวรถที่ปฏิบัติตามเส้นทางที่กำหนด
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการสั่งว่า “ห้ามออกนอกเส้นทาง” แต่ต้องทำให้ผู้ขับขี่รู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อเส้นทางเดิมไม่สามารถใช้งานได้
สรุปแนวทางปฏิบัติ
“ตรวจสอบก่อนออกเดินทาง → ขับตามเส้นทางที่อนุมัติ → พบอุปสรรคให้จอดอย่างปลอดภัย → แจ้งผู้ควบคุมงาน → รอยืนยันก่อนเปลี่ยนเส้นทาง”
การวิเคราะห์และระบุพฤติกรรมเป้าหมาย
เรื่อง การฝ่าฝืนเส้นทางที่กำหนด
การฝ่าฝืนเส้นทางที่กำหนด หมายถึง การที่พนักงานขับรถเปลี่ยนเส้นทาง ใช้ทางลัด ออกนอกเส้นทาง หรือแวะในจุดที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่แจ้งผู้ควบคุมงาน แม้ผู้ขับขี่อาจต้องการหลีกเลี่ยงการจราจรหรือต้องการส่งสินค้าให้ทันเวลา แต่เส้นทางใหม่อาจมีความเสี่ยงที่ยังไม่ได้ประเมิน เช่น ถนนแคบ สะพานจำกัดน้ำหนัก ทางลาดชัน จุดกลับรถไม่เหมาะสม พื้นที่ชุมชน หรือพื้นที่ห้ามรถบรรทุกผ่าน
สำหรับรถบรรทุกสารเคมีหรือวัตถุอันตราย การออกนอกเส้นทางอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ขับขี่ ประชาชน ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม จึงต้องกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการให้ชัดเจนและมีขั้นตอนรองรับเมื่อไม่สามารถใช้เส้นทางเดิมได้
1. ระบุพฤติกรรมเสี่ยงให้ชัดเจน
ไม่ควรระบุเพียงว่า “พนักงานไม่ปฏิบัติตามเส้นทาง” เพราะเป็นข้อความกว้างและอาจตีความแตกต่างกัน ควรระบุเป็นพฤติกรรมที่สังเกตและตรวจสอบได้ เช่น
- เปลี่ยนเส้นทางโดยไม่แจ้งหรือไม่ได้รับอนุญาต
- ใช้ทางลัดตามความคุ้นเคยของตนเอง
- ขับตามเส้นทางที่แอปพลิเคชันแนะนำทันที โดยไม่ตรวจสอบข้อจำกัดของรถ
- ออกนอกเส้นทางเพื่อแวะพัก ซื้อของ หรือทำธุระส่วนตัว
- จอดรถในจุดที่ไม่ได้กำหนดหรือไม่ได้ประเมินความปลอดภัย
- ปิดหรือหลีกเลี่ยงการใช้งานระบบ GPS
- ไม่ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง
- ไม่แจ้งผู้ควบคุมงานเมื่อพบถนนปิด น้ำท่วม อุบัติเหตุ หรือสิ่งกีดขวาง
- เปลี่ยนเส้นทางก่อนที่จะได้รับการยืนยันจากผู้มีอำนาจอนุมัติ
พฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้รถเข้าสู่เส้นทางที่ไม่เหมาะสม เกิดความล่าช้า รถติดค้าง เกิดอุบัติเหตุ หรือไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
2. วิเคราะห์สาเหตุของพฤติกรรม
ไม่ควรสรุปทันทีว่าผู้ขับขี่ไม่มีวินัยหรือจงใจฝ่าฝืน เพราะพฤติกรรมอาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่
- ต้องการส่งสินค้าให้ทันเวลาที่กำหนด
- เส้นทางเดิมมีการจราจรติดขัด
- ถนนปิด น้ำท่วม มีอุบัติเหตุ หรือมีการก่อสร้าง
- ข้อมูลเส้นทางที่ได้รับไม่เป็นปัจจุบัน
- ไม่ทราบข้อจำกัดของถนนหรือประเภทของรถ
- คุ้นเคยกับเส้นทางอื่นและคิดว่าสามารถเดินทางได้เร็วกว่า
- จุดพัก จุดเติมน้ำมัน หรือจุดจอดฉุกเฉินไม่เพียงพอ
- ติดต่อผู้ควบคุมงานไม่ได้หรือได้รับคำตอบล่าช้า
- ขั้นตอนขออนุมัติเปลี่ยนเส้นทางมีความซับซ้อน
- ตารางงานไม่เผื่อเวลาสำหรับการจราจรและเหตุการณ์ไม่คาดคิด
- ระบบนำทางแนะนำเส้นทางที่ไม่เหมาะกับรถบรรทุก
- ผู้ขับขี่ไม่เข้าใจเหตุผลด้านความปลอดภัยของเส้นทางที่กำหนด
การวิเคราะห์ควรพิจารณาทั้งด้านบุคคล รถ ระบบนำทาง วิธีการทำงาน การสื่อสาร เส้นทาง และสภาพแวดล้อม เพื่อให้แก้ไขได้ตรงสาเหตุ ไม่ใช่แก้ด้วยการตักเตือนเพียงอย่างเดียว
3. กำหนดพฤติกรรมเป้าหมาย
พฤติกรรมเป้าหมายต้องเป็นข้อความเชิงบวก ชัดเจน สังเกตและวัดผลได้ ดังนี้
“พนักงานขับรถต้องตรวจสอบและขับตามเส้นทางที่ได้รับอนุมัติ เปิดระบบติดตามรถตลอดการเดินทาง หากพบเหตุที่ไม่สามารถใช้เส้นทางเดิมได้ ต้องจอดรถในจุดปลอดภัย แจ้งผู้ควบคุมงาน และรอการยืนยันก่อนเปลี่ยนเส้นทางทุกครั้ง”
พฤติกรรมย่อยที่ต้องการให้เกิดขึ้น ได้แก่
- ตรวจสอบเส้นทางหลัก เส้นทางสำรอง และจุดเสี่ยงก่อนออกเดินทาง
- ตรวจสอบจุดพัก จุดเติมน้ำมัน และจุดจอดฉุกเฉิน
- เปิดระบบ GPS หรือระบบติดตามรถตลอดการเดินทาง
- ขับตามเส้นทางและจุดแวะพักที่ได้รับอนุมัติ
- ไม่ใช้ทางลัดหรือเปลี่ยนเส้นทางตามความเห็นส่วนตัว
- ไม่แวะทำธุระนอกจุดที่กำหนด
- เมื่อพบอุปสรรค ให้ลดความเร็วและจอดในบริเวณที่ปลอดภัย
- แจ้งตำแหน่ง สาเหตุ สภาพเส้นทาง และสถานการณ์แก่ผู้ควบคุมงาน
- รอรับการอนุมัติหรือคำแนะนำก่อนใช้เส้นทางสำรอง
- บันทึกสาเหตุ เวลา และเส้นทางใหม่หลังได้รับอนุมัติ
หากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินและการอยู่ในเส้นทางเดิมทำให้เกิดอันตราย ผู้ขับขี่ควรนำรถออกจากจุดอันตรายเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก แล้วแจ้งผู้ควบคุมงานทันทีเมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย
4. กำหนดเกณฑ์การสังเกตและวัดผล
ผู้สังเกตควรบันทึกจากพฤติกรรมหรือข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำตัดสิน เช่น “ไม่มีวินัย” หรือ “จงใจฝ่าฝืน”
ตัวอย่างเกณฑ์วัดผล ได้แก่
- จำนวนครั้งที่ออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ระยะทางและระยะเวลาที่อยู่นอกเส้นทาง
- จำนวนครั้งที่ปิดหรือขาดสัญญาณ GPS
- จำนวนครั้งที่แจ้งเหตุและขอเปลี่ยนเส้นทางอย่างถูกต้อง
- ระยะเวลาในการตอบกลับของผู้ควบคุมงาน
- ร้อยละของเที่ยววิ่งที่ปฏิบัติตามเส้นทางที่กำหนด
- จำนวนการแวะหรือจอดนอกจุดที่ได้รับอนุมัติ
- จำนวนเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุจากเส้นทางที่ไม่เหมาะสม
- จำนวนเส้นทางที่ได้รับการทบทวนหลังพบปัญหา
ก่อนสรุปว่าเป็นการฝ่าฝืน ควรตรวจสอบความคลาดเคลื่อนของ GPS สัญญาณขาดหาย การเปลี่ยนแปลงของถนน และคำสั่งฉุกเฉินที่ผู้ขับขี่อาจได้รับระหว่างทางด้วย
5. การให้ข้อมูลย้อนกลับ
เมื่อพบว่าพนักงานปฏิบัติตามเส้นทางและแจ้งเหตุอย่างถูกต้อง ควรกล่าวชื่นชมอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น
“วันนี้คุณพบถนนปิดและจอดในจุดปลอดภัยก่อนแจ้งขอเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้ทีมสามารถตรวจสอบเส้นทางสำรองและควบคุมความเสี่ยงได้ดี ขอให้รักษามาตรฐานนี้ต่อไปครับ”
หากพบการออกนอกเส้นทาง ไม่ควรเริ่มด้วยการกล่าวโทษ แต่ควรสอบถามสถานการณ์ เช่น
“ข้อมูลการเดินทางแสดงว่ารถออกจากเส้นทางที่กำหนดช่วงหนึ่ง อยากทราบว่าขณะนั้นเกิดเหตุอะไร และมีข้อจำกัดใดที่ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางครับ”
จากนั้นจึงร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไข เช่น ปรับปรุงแผนที่ เพิ่มเส้นทางสำรอง กำหนดผู้อนุมัติให้ชัดเจน ลดขั้นตอนการติดต่อ หรือปรับตารางงานให้มีเวลาเพียงพอ
6. การติดตามและเสริมแรง
การติดตามควรนำข้อมูลมาใช้เพื่อป้องกันและปรับปรุงระบบ ไม่ใช่มุ่งลงโทษผู้ขับขี่เพียงอย่างเดียว โดยควรดำเนินการดังนี้
- ตรวจสอบข้อมูลเส้นทางและ GPS อย่างสม่ำเสมอ
- ทบทวนจุดที่เกิดการออกนอกเส้นทางซ้ำ
- ปรับปรุงข้อมูลเส้นทางให้เป็นปัจจุบัน
- จัดทำเส้นทางสำรองที่ผ่านการประเมินความเสี่ยง
- กำหนดช่องทางติดต่อและผู้อนุมัติให้ชัดเจน
- ชื่นชมพนักงานที่แจ้งเหตุและขออนุมัติก่อนเปลี่ยนเส้นทาง
- ปรับตารางงานเพื่อลดแรงกดดันด้านเวลา
- ประเมินผลซ้ำหลังดำเนินการแก้ไข
สรุป
การป้องกันการฝ่าฝืนเส้นทางไม่ควรหยุดอยู่ที่คำสั่งว่า “ห้ามออกนอกเส้นทาง” แต่ต้องกำหนดวิธีปฏิบัติเมื่อเส้นทางเดิมมีปัญหา จัดเตรียมเส้นทางสำรอง และทำให้ผู้ขับขี่สามารถติดต่อขออนุมัติได้อย่างรวดเร็ว
พฤติกรรมเสี่ยง: เปลี่ยนเส้นทาง ใช้ทางลัด หรือแวะนอกจุดที่กำหนดโดยไม่แจ้งและไม่ได้รับอนุญาต
พฤติกรรมเป้าหมาย: ตรวจสอบและขับตามเส้นทางที่อนุมัติ เมื่อพบอุปสรรคให้จอดในจุดปลอดภัย แจ้งผู้ควบคุมงาน และรอการยืนยันก่อนเปลี่ยนเส้นทาง
เป้าหมายสูงสุด: “ยึดเส้นทางที่กำหนด พบเหตุขัดข้องต้องแจ้งก่อนเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทาง”




.jpg)