การยศาสตร์

การยศาสตร์ (Ergonomics) 

การยศาสตร์ (Ergonomics) คือ วิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบอุปกรณ์หรือสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ เช่น การออกแบบเก้าอี้ที่เหมาะสมกับการนั่งทำงาน, การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สะดวกต่อการใช้งาน, และการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ใช้.

การยศาสตร์ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้เกิดความเครียดหรือความเมื่อยล้าต่อร่างกาย.

คำว่า "การยศาสตร์" มาจากการรวมกันของสองคำในภาษาอังกฤษคือ:

  1. "Ergon" (จากภาษากรีก: ἔργον) ซึ่งหมายถึง "งาน" หรือ "การทำงาน"

  2. "Nomos" (จากภาษากรีก: νόμος) ซึ่งหมายถึง "กฎ" หรือ "กฎหมาย"

เมื่อรวมกันแล้วคำว่า "Ergonomics" หมายถึง "กฎหรือหลักการในการทำงาน" หรือ "วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการออกแบบที่เหมาะสมกับงาน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับความสามารถและข้อจำกัดของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดอุบัติเหตุ.

 

การยศาสตร์ (Ergonomics) เป็นสาขาวิทยาศาสตร์ที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา โดยมีประวัติและความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเกี่ยวกับการปรับสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บที่เกิดจากการทำงาน

ประวัติและความเป็นมาของการยศาสตร์:

  1. ยุคแรก (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2):

    • การยศาสตร์เริ่มต้นจากการศึกษาทางทหาร โดยนักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มศึกษาวิธีการปรับอุปกรณ์และเครื่องมือให้เหมาะสมกับทหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจและลดความเหนื่อยล้า

    • นักจิตวิทยาทางการทหารเช่น Hermann von Helmholtz และ W. Frederick Taylor ได้เริ่มทำการศึกษาด้านการออกแบบเครื่องมือและการจัดการในสถานที่ทำงาน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน

  2. ทศวรรษ 1940-1950:

    • คำว่า "Ergonomics" ได้ถูกนำมาใช้ในช่วงนี้โดย Kroemer และนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่เริ่มพัฒนาหลักการของการออกแบบที่เหมาะสมกับการทำงาน

    • ในยุคนี้ เริ่มมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร รวมถึงการวิเคราะห์แรงงานที่ต้องใช้ในการทำงาน

  3. ทศวรรษ 1960-1970:

    • การยศาสตร์ได้รับการยอมรับในหลายอุตสาหกรรม ทั้งในภาคการผลิตและการทหาร

    • เริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการทำงานที่ผิดท่าทางต่อร่างกาย รวมถึงการป้องกันการบาดเจ็บจากการทำงานที่มีความเครียด

  4. ทศวรรษ 1980-2000:

    • การยศาสตร์ขยายตัวออกไปยังภาคส่วนต่างๆ เช่น สำนักงานและโรงงาน โดยเน้นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพ

    • มีการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ทำงานสามารถทำงานในท่าทางที่ถูกต้อง ลดความเมื่อยล้าและลดโอกาสในการเกิดการบาดเจ็บ

  5. ปัจจุบัน:

    • การยศาสตร์ได้รับการพัฒนาให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ในการออกแบบพื้นที่ทำงานและอุปกรณ์

    • การยศาสตร์ในปัจจุบันเน้นไปที่การลดความเครียดจากการทำงานในออฟฟิศและการทำงานทางไกล (Work-from-home) โดยใช้เทคโนโลยีช่วยในการออกแบบพื้นที่ทำงานที่สะดวกสบายและปลอดภัย

การยศาสตร์ในปัจจุบันจึงไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการทำงานในอุตสาหกรรมหรือโรงงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานในหลายๆ ด้าน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ทำงานในทุกระดับ.

ความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์ (Ergonomic Risks)

ความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์ (Ergonomic Risks) หมายถึง ปัจจัยหรือสิ่งที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของบุคคลในที่ทำงาน โดยมักเกี่ยวข้องกับการทำงานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้แรงงานมากเกินไปในระยะยาว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ หรืออาการเจ็บปวดที่เกี่ยวข้องกับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal Disorders - MSDs) เช่น ปวดหลัง หรืออาการอักเสบที่ข้อต่อ
ปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงทางการยศาสตร์:
ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง: การทำงานในท่าทางที่ผิด เช่น นั่งหรือยืนในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ การยกของหนัก: การยกของที่มีน้ำหนักมากเกินไปหรือการยกโดยไม่ใช้ท่าทางที่ถูกต้องอาจทำให้เกิดความเครียดในกล้ามเนื้อและข้อต่อ
การทำงานซ้ำๆ: การทำงานในลักษณะเดียวกันซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานๆ เช่น การใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์มากเกินไป
การสัมผัสกับเครื่องมือหรือวัสดุที่ไม่เหมาะสม: เครื่องมือที่มีการออกแบบไม่ดีอาจทำให้เกิดความเครียดในร่างกาย
การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย: เช่น แสงที่ไม่เพียงพอ หรืออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม

ดัชนีทางด้านการยศาสตร์ (Ergonomic Indexes)
ดัชนีทางด้านการยศาสตร์ (Ergonomic Indexes): ดัชนีทางด้านการยศาสตร์ถูกใช้เพื่อประเมินและตรวจสอบความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ทำงาน โดยการประเมินดัชนีเหล่านี้จะช่วยให้สามารถออกแบบการทำงานหรือการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น:

RULA (Rapid Upper Limb Assessment): ใช้ในการประเมินท่าทางและการเคลื่อนไหวของแขนและมือ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ต้องใช้แขนและข้อมือ
REBA (Rapid Entire Body Assessment): ใช้สำหรับการประเมินท่าทางที่อาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งหมด
OWAS (Ovako Working Posture Analysis System): ใช้ในการประเมินท่าทางที่อาจทำให้เกิดความเครียดในร่างกายจากการทำงาน
NIOSH Lifting Equation: ใช้ในการประเมินความเสี่ยงจากการยกของหนัก โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักของวัตถุ ท่าทางการยก และระยะทางในการยก
Strain Index: ใช้ในการประเมินความเสี่ยงจากการทำงานที่ต้องใช้มือและแขนในลักษณะซ้ำๆ เพื่อทดสอบความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อและกระดูก การใช้ดัชนีเหล่านี้จะช่วยในการวิเคราะห์และออกแบบการทำงานเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บที่เกิดจากการทำงานได้

หัวข้อที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการยศาสตร์

1.1 การยศาสตร์คืออะไร

การยศาสตร์ คือ การปรับงานให้เหมาะกับคน โดยคำนึงถึงความสามารถและข้อจำกัดของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ทำงานได้สะดวก ปลอดภัย และลดความเมื่อยล้า หลักสำคัญคือการออกแบบงาน เครื่องมือ และสถานีทำงานให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน

ลองสังเกตงานใกล้ตัว หากโต๊ะทำงานเตี้ยเกินไป พนักงานอาจต้องก้มหลังตลอดเวลาที่ทำงาน หากชั้นวางสูงเกินไป ก็ต้องยกแขนหรือเอื้อมหยิบของบ่อย ๆ หรือหากด้ามเครื่องมือจับไม่ถนัด อาจทำให้ต้องงอข้อมือและกำมือแน่น เมื่อทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ย่อมเพิ่มความเมื่อยล้าและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

การปรับตามหลักการยศาสตร์จึงอาจเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น ปรับความสูงโต๊ะให้เหมาะกับลักษณะงาน ย้ายของที่ใช้บ่อยมาไว้ใกล้ตัว หรือเลือกเครื่องมือที่จับถนัดและช่วยให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง ทั้งนี้ ควรทดลองกับผู้ใช้งานจริง เพราะอุปกรณ์หรือความสูงที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง

เป้าหมายของการยศาสตร์ คือ ให้คนทำงานได้ดี โดยไม่ต้องฝืนร่างกายเกินความเหมาะสม

1.2 การยศาสตร์เกี่ยวกับเราอย่างไร

การยศาสตร์เกี่ยวข้องกับงานทุกวัน ทั้งงานนั่ง งานยืน งานประกอบ งานตรวจสอบ งานบรรจุ และงานขนย้าย แม้งานบางอย่างจะไม่ได้ยกของหนัก แต่การอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ หรือใช้มือทำงานซ้ำอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้ร่างกายเมื่อยล้าได้

ตัวอย่างเช่น พนักงานตรวจสอบชิ้นงานอาจต้องก้มคอมองรายละเอียดเป็นเวลานาน พนักงานประกอบอาจใช้มือและข้อมือซ้ำตลอดกะ พนักงานบรรจุอาจต้องเอื้อมหยิบวัสดุบ่อยครั้ง ส่วนพนักงานขนย้ายอาจต้องยกของจากพื้นหรือบิดตัวขณะวางของ แต่ละงานจึงมีจุดที่ควรสังเกตและปรับปรุงต่างกัน

วิธีทำงานมีผลต่อภาระที่ร่างกายได้รับ หากต้องก้ม เอื้อม บิดตัว ออกแรงมาก หรือทำท่าเดิมซ้ำ ๆ โดยมีเวลาฟื้นตัวไม่เพียงพอ ร่างกายอาจเริ่มส่งสัญญาณ เช่น เมื่อยล้า ปวดตึง หรือรู้สึกไม่สบายขณะทำงาน อาการเหล่านี้ควรนำมาพิจารณาร่วมกับลักษณะงาน เพื่อค้นหาจุดที่ต้องแก้ไข

พนักงานสามารถเริ่มสังเกตงานของตนเองได้จากคำถามง่าย ๆ ได้แก่

  • ต้องก้มคอหรือก้มหลังบ่อยหรือไม่?
  • ต้องเอื้อมหยิบของไกลตัวหรือยกแขนค้างหรือไม่?
  • ต้องกำ บีบ ดึง หรือกดด้วยแรงมากหรือไม่?
  • ต้องนั่งหรือยืนอยู่ในท่าเดิมนานหรือไม่?
  • หลังทำงาน รู้สึกเมื่อยหรือไม่สบายบริเวณใดเป็นประจำ?

ความไม่สะดวกเล็ก ๆ ในงานประจำเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการปรับปรุงงาน พนักงานควรแจ้งหัวหน้างานเมื่อพบปัญหา เพื่อช่วยกันหาสาเหตุและปรับแก้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

1.3 องค์ประกอบของการยศาสตร์

การปรับงานให้เหมาะกับคนต้องพิจารณาหลายด้านร่วมกัน เพราะความเมื่อยล้าอาจไม่ได้เกิดจากท่าทางเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับเครื่องมือ ตำแหน่งวัสดุ สภาพพื้นที่ และการจัดระบบงานด้วย องค์ประกอบสำคัญมี 5 ด้าน ดังนี้

1. คน

ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนมีสัดส่วนร่างกาย ความสามารถ ประสบการณ์ และข้อจำกัดต่างกัน เช่น คนที่มีส่วนสูงต่างกันอาจใช้โต๊ะระดับเดียวกันได้ไม่สะดวกเท่ากัน การออกแบบงานจึงควรคำนึงถึงผู้ใช้งานจริง และเปิดโอกาสให้ปรับอุปกรณ์ให้เหมาะสมได้

2. งาน

ต้องพิจารณาว่างานมีขั้นตอนอย่างไร ใช้แรงมากเพียงใด ทำซ้ำบ่อยแค่ไหน และทำต่อเนื่องนานเท่าใด รวมถึงจังหวะการทำงานด้วย ตัวอย่างเช่น การหยิบชิ้นงานขนาดเล็กอาจใช้แรงไม่มาก แต่หากทำซ้ำอย่างรวดเร็วตลอดกะ ก็อาจทำให้มือและแขนเมื่อยล้าได้

3. เครื่องมือและสถานีทำงาน

โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องจักร อุปกรณ์ และตำแหน่งวัสดุ ล้วนส่งผลต่อท่าทางการทำงาน เช่น วัสดุที่วางไกลทำให้ต้องเอื้อม โต๊ะที่เตี้ยทำให้ต้องก้ม หรือเครื่องมือที่จับลื่นทำให้ต้องกำแน่นขึ้น การจัดของที่ใช้บ่อยให้อยู่ใกล้ตัว และเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน จึงช่วยลดภาระของร่างกายได้

4. สภาพแวดล้อม

แสงสว่าง อุณหภูมิ เสียง การสั่นสะเทือน และพื้นที่ปฏิบัติงาน มีผลต่อความสะดวกและความเมื่อยล้า เช่น แสงไม่เพียงพออาจทำให้พนักงานต้องโน้มตัวเข้าไปมองชิ้นงาน พื้นที่แคบอาจทำให้ต้องบิดตัวขณะหยิบของ ส่วนเครื่องมือที่สั่นสะเทือนก็เป็นปัจจัยที่ต้องประเมินและควบคุมให้เหมาะสม

5. การจัดระบบงาน

ภาระงาน ความเร่งรีบ เวลาพัก การสลับงาน และการสื่อสาร มีผลต่อการทำงานเช่นกัน การจัดงานควรให้ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสเปลี่ยนอิริยาบถและฟื้นตัวอย่างเหมาะสม หากสลับงาน ควรพิจารณาให้งานใช้กล้ามเนื้อหรือท่าทางต่างกันด้วย ไม่ใช่เปลี่ยนงานแต่ยังใช้ร่างกายส่วนเดิมซ้ำเหมือนเดิม

การนำไปใช้: สำรวจงานของตนเอง 1 งาน

ให้พนักงานเลือกงานที่ทำเป็นประจำ 1 งาน แล้วอธิบายว่า ทำอะไร จุดใดทำให้ต้องก้ม เอื้อม ออกแรง หรือรู้สึกเมื่อยล้า และอยากปรับปรุงอย่างไร

ตัวอย่างเช่น

“ฉันทำงานบรรจุสินค้า ต้องหยิบกล่องเปล่าที่วางอยู่บนพื้นข้างโต๊ะ ทำให้ก้มและบิดตัวบ่อย หลังทำงานรู้สึกเมื่อยหลัง จึงเสนอให้ย้ายกล่องมาไว้ด้านหน้า บนชั้นที่มีระดับเหมาะสมและหยิบได้ใกล้ตัว”

จากนั้นให้พนักงานและหัวหน้างานร่วมกันพิจารณาว่าแนวทางที่เสนอช่วยลดท่าทางหรือแรงที่เป็นปัญหาได้หรือไม่ ทดลองปรับอย่างเหมาะสม และสอบถามผู้ใช้งานหลังปรับว่า ทำงานสะดวกขึ้นหรือไม่ เมื่อยน้อยลงหรือไม่ และมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นหรือไม่

 
 
Visitors: 699,638