แผนรองรับเหตุฉุกเฉินสารเคมีรั่วไหล

แผนรองรับเหตุฉุกเฉินสารเคมีรั่วไหล

การป้องกันสารเคมีหกรั่วไหล
การฝึกอบรมการปฏิบัติตาม แผนฉุกเฉิน

หัวหน้าภาควิชา/หน่วย

มีหน้าที่จัดฝึกอบรมให้พนักงาน ทุกคนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระเบียบการปฏิบัติงาน วิธีการปฏิบัติงานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีที่มีการ เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของระเบียบการปฏิบัติงาน/เอกสารสนับสนุน ซึ่งเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนแผนการป้องกันและระงับภาวะฉุกเฉิน  ต้องแจ้งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงให้พนักงานทุกคนรับทราบ

การดำเนินการป้องกันสาร เคมีรั่วไหลภาควิชา/หน่วย ที่มีการปฏิบัติงานกับสารเคมีจะต้องปฏิบัติตามระเบียบการปฏิบัติงาน เรื่อง การควบคุมการปฏิบัติงานกับสารเคมี

สำหรับพนักงานผู้ ปฏิบัติงานกับสารเคมีจะต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดการหกรั่วออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก  โดยปฏิบัติตาม Work Instruction และ/หรือ Material Safety Data Sheet ; MSDS ที่เกี่ยวข้อง

การจัดเตรียม/ตรวจสอบ อุปกรณ์สำหรับภาวะฉุกเฉิน
ภาควิชา/หน่วย ที่มีสารเคมีจะต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับภาวะฉุกเฉิน เตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลาดังนี้

วัสดุดูดซับ เช่น ทราย ขี้เลื่อย ผ้า หรือ  วัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับหรือป้องกันการแพร่กระจายของสารเคมีและน้ำมัน
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ที่เหมาะสม  เช่น ถุงมือยาง ผ้าปิดปาก หน้ากากรอง
   อากาศ หรือ อุปกรณ์อื่นตามความเหมาะสม

ภาชนะสำหรับใส่ของเสียที่ปนเปื้อน สารเคมี
การป้องกันภาวะ ฉุกเฉินการรั่วไหลของสารเคมีที่อยู่ภาวะก๊าซ นอกจากจัดเตรียมอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ภาควิชา/หน่วยที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีการตรวจสอบสภาพถังบรรจุ วาล์ว และลิ้นนิรภัย เป็นประจำทุกเดือน ตามวิธีการปฏิบัติงาน เรื่อง การปฏิบัติงานกับก๊าซ หรือถังอัดความดัน


การดำเนินการตอบโต้เหตุการณ์ สารเคมีรั่วไหล
1.กรณีสารเคมีรั่วไหลใน ปริมาณเล็กน้อย
ในกรณีเกิดเหตุสารเคมีที่เป็น อันตรายหกรั่วไหลในปริมาณไม่มากนัก ให้ผู้ประสบเหตุเข้าทำการแก้ไขโดยทันที
นำทราย ขี้เลื่อยหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ทางหน่วยงานที่มีการใช้สารเคมีจัดเตรียมไว้ ให้มาโรยรอบบริเวณที่มีสารเคมีหกรั่วไหล เพื่อกันไม่ให้สารเคมีหกรั่วไหลไปมากกว่านี้
แจ้งให้หัวหัวหน้าภาควิชา/หน่วย และพนักงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ที่มีสารเคมีรั่วไหลรับทราบ ทันที เพื่อช่วยกันป้องกันระงับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ใช้เศษผ้าหรือวัสดุดูดซับสาร เคมี/น้ำมันในการทำความสะอาดในบริเวณที่มีสารเคมี/น้ำมันหกรั่วไหล
รวบรวมวัสดุทั้งหมดที่ใช้ในการ แก้ไขระงับเหตุสารเคมีหกรั่วไหล นำไปทิ้งในภาชนะที่จัดเตรียมไว้สำหรับรวบรวมขยะอันตราย (ตามระเบียบปฏิบัติงานการจัดการของเสีย)
ทำความสะอาดบริเวณที่เกิดสารเคมี หกรั่วไหลให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม 
หัวหน้าภาควิชา/หน่วยและบุคลากร ผู้รับผิดชอบพื้นที่ที่มีการหกรั่วไหลทำการประชุมหามาตรการป้องกัน เพื่อมิให้เกิดขึ้นซ้ำ
 

2.กรณีสารเคมีหกรั่วไหลใน ปริมาณมาก
ผู้ประสบเหตุพบสารเคมีหกรั่วไหล ปริมาณมากให้รับแจ้งหัวหน้าภาควิชา/หน่วย หรือพนักงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทันที เพื่อเข้าแก้ไขเหตุการณ์ฉุกเฉิน
กั้นพื้นที่ที่สารเคมีหกรั่วไหล จำนวนมาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายในวงกว้างมากขึ้น และสะดวกในการแก้ไขระงับเหตุ
การเข้าปฏิบัติการเกี่ยวกับสาร เคมีผู้ทำการระงับเหตุควรอยู่ทางด้านเหนือลม เพื่อหลีกเลี่ยงไอระเหยของสารเคมีรวมทั้งมีอุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น หน้ากากกันสารเคมีชนิดนั้น ๆ เพื่อความปลอดภัย
ในกรณีที่เป็นภาวะการรั่วไหลของ ก๊าซ ให้ประเมินสถานการณ์ของก๊าซ ปริมาณและชนิดของก๊าซที่รั่วไหล ว่าติดไฟหรือไม่  หากเป็นก๊าซติดไฟ ให้ใช้น้ำฉีดคลุมโครงสร้างของภาชนะ หรือท่อที่มีความดันเพื่อลดอุณหภูมิ
การระงับเหตุการรั่วไหลของสารเคมี ดำเนินการตามแผนป้องกันและตอบโต้สารเคมีหกรั่วไหล
 
 
3.การปฏิบัติงานภายหลังการเกิด เหตุฉุกเฉิน
เมื่อสามารถระงับภาวะฉุกเฉินได้ แล้ว ให้หน่วย ERT  ประกาศยุติแผนการอพยพและให้พนักงานผู้อพยพเข้าสู่ภาวะการทำงานปกติ และประสานงานกับหน่วยงาน Facility หรือ Maintenance เพื่อทำการฟื้นฟูและปรับปรุง สถานที่เกิดเหตุให้กลับสู่สภาพปกติ
หัวหน้าภาควิชา/หน่วย ส่วนต่าง ๆ สำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะฉุกเฉิน พร้อมทั้งร่วมกับทีม ERT และ Facility ในการฟื้นฟูสภาพที่เกิดเหตุ
การฟื้นฟูพื้นที่เกิดเหตุ
ทีม ERT ที่เข้าฟื้นฟูพื้นที่เกิดเหตุ ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามความเหมาะสม
ทีม ERT ทำการกั้นแยกบริเวณที่เกิดเหตุออกให้เป็นสัดส่วน พร้อมทั้งติดตั้งสัญลักษณ์เตือน
     อันตราย

ทีม ERT ทำความสะอาด  โดยก่อนทำความสะอาดจะต้องคัดแยกของเสียต่าง ๆ และกำจัดหรือบำบัดตามระเบียบปฏิบัติงานการจัดการของเสีย
ดำเนินการรวบรวมน้ำที่เกิดจากการ ระงับภาวะฉุกเฉิน โดยการหาวัสดุมาปิดกั้นทางออกของรางระบายน้ำ เพื่อป้องกันมิให้น้ำเสียอันเกิดจากการระงับเหตุไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง แล้วสูบเพื่อรวบรวมนำไปบำบัดหรือกำจัดต่อไป 
      หมายเหตุ      กรณีหากไม่สามารถป้องกันน้ำเสียจากการดับเพลิงไหลออกนอกคณะได้ ทีม

ประสานงานต้องติดต่อกับ ทางผู้ควบคุมบ่อพักน้ำมิให้สูบน้ำจากบ่อพักปล่อยออกสู่ทางระบายน้ำสาธารณะ ภายนอก จนกว่าจะแน่ใจว่าน้ำทิ้ง ผ่านเกณฑ์มาตรหรือถ้าไม่สามารถทำได้ต้องนำน้ำเสียผ่านเข้าสู่บำบัดที่เหมาะ สมก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก

หัวหน้าภาควิชา/หน่วย เขียนรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำเสนอให้ผู้จัดการโรงงานรับทราบ พร้อมทั้งนำเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการความปลอดภัยและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินการปรับปรุงและแก้ไขแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินและเอกสารที่เกี่ยว ข้องต่อไป
ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น จริง หัวหน้าภาควิชา/หน่วย คณะกรรมการความปลอดภัยและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่ประเมินว่า ผลการปฏิบัติงาน มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพเพียงใด และนำข้อมูลที่ได้มาทบ ทวน ปรับปรุงแก้ไขแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อไปหลังเกิดเหตุ จริง
 

เอกสารอ้างอิง

คู่มือระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (เอกสารหมายเลข....)

ระเบียบปฏิบัติงาน เรื่อง การระบุและประเมินลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม(เอกสารหมายเลข....)

ระเบียบปฏิบัติงาน เรื่อง การควบคุมการปฏิบัติงานกับสารเคมีและก๊าซ(เอกสารหมายเลข....)

ระเบียบปฏิบัติงาน เรื่อง การติดต่อสื่อสาร(เอกสารหมายเลข....)

ระเบียบปฏิบัติงาน เรื่อง การฝึกอบรม(เอกสารหมายเลข....)

วิธีการปฏิบัติงาน เรื่อง การปฏิบัติงานกับก๊าซ หรือถังอัดความดัน(เอกสารหมายเลข....)

วิธีการปฏิบัติงาน เรื่อง การปฏิบัติงานกับการหลรั่วของสารเคมี(เอกสารหมายเลข....)

Material Safety Data Sheet ; MSDS(เอกสารหมายเลข....)

รายชื่อบุคคล/หน่วยงานที่ต้อง ติดต่อในกรณีฉุกเฉิน(เอกสารหมายเลข....)

แผนการอบรมและการฝึกซ้อมเหตุการณ์ฉุกเฉิน กรณีสารเคมีรั่วไหล

1.   พนักงานแผนกวิศวกรรม เบิกสารเคมี ( ทินเนอร์ :Thinner ) จากแผนกคลังสินค้า โดยนำใส่พาเลตและใช้แฮนด์ลิฟท์เป็นเครื่องทุ่นแรงในการขนย้ายสารเคมี เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน
2.   พนักงานขับรถฟอร์คลิฟท์โดยเกิดการสั่นสะเทือน ทำให้ สารเคมี ( ทินเนอร์ :Thinner ) หกรั่วไหลจำนวน 1 แกลลอน บริเวณข้างโรงงาน แผนกคลังสินค้า
3.   พนักงานลงจากรถฟอร์คลิฟท์ และมาแจ้งหัวหน้างาน, จป.วิชาชีพ และผู้จัดการแผนก เพื่อเตรียมพร้อมการเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน กรณีสารเคมีรั่วไหล
4.   หัวหน้าชุดปฏิบัติการควบคุมเหตุฉุกเฉินกรณีสารเคมีรั่วไหล สั่งให้หน่วยเตรียมและดูแลรักษาอุปกรณ์ในการจัดเก็บสารเคมีและหน่วยการจัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหลให้รีบลงพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินโดยเร็ว
5.   หน่วยการจัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหลรีบสอบถามพนักงานที่ขับรถฟอร์คลิฟท์เกี่ยวกับชื่อของสารเคมีที่หกรั่วไหลและรีบไปเอาข้อมูลสารเคมีที่หกรั่วไหลและป้ายชี้บ่ง (ทินเนอร์: Thinner) ที่แผนกคลังสินค้า เพื่อมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีอันตรายและการป้องกันการรั่วไหลต่อสาธารณะชนและการสวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลในการจัดเก็บสารเคมีหกรั่วไหล
6.   หน่วยการจัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหล สวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลดังนี้ Chemical Protection Cloth, ผ้าปิดจมูก, รองเท้า Safety, ถุงมือหนัง และถังดับเพลิง และหน่วยเตรียมและดูแลรักษาอุปกรณ์ในการจัดเก็บสารเคมี เตรียมอุปกรณ์ในการจัดเก็บสารเคมีรั่วไหล ดังนี้ ขี้เลื่อย, พลั่ว, ไม้กวาด และภาชนะที่ใส่สารเคมีรั่วไหล(ต้องเป็นภาชนะที่ป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมี) เพื่อเตรียมพร้อมลงพื้นที่ฉุกเฉิน
7.   หน่วยการจัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหลใช้แผ่นขาว – แดงกั้น เพื่อเป็นเขตอันตราย
8.   หน่วยการจัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหลใช้ขี้เลื่อยกลบสารเคมีที่หกรั่วไหล เพื่อให้ขี้เลื่อยดูดซับสารเคมีที่หกรั่วไหล และใช้พลั่วตักขี้เลื่อยที่ดูดซับสารเคมีใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด ป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีอันตราย
9.   นำภาชนะที่ใส่ขี้เลื่อยดูดซับสารเคมีไปทิ้งในห้องขยะอันตราย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีอันตราย
10.   หน่วยการจัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหลทำความสะอาดร่างกายและหน่วยเตรียมและดูแลรักษาอุปกรณ์ในการจัดเก็บสารเคมีทำความสะอาดอุปกรณ์ฉุกเฉิน
11.   หัวหน้างานและ จป. วิชาชีพ ทำการสอบสวนอุบัติการณ์ที่ผิดปกติและพร้อมรายงาน
12.   เสร็จสิ้นการซ้อมแผนเหตุการณ์ฉุกเฉิน กรณีสารเคมีรั่วไหล[/font]

แผนปฏิบัติการเหตุฉุกเฉินกับสารเคมี

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายอาจมีผลกระทบ
ต่อผู้ปฏิบัติงาน สิ่งแวดล้อม ประชาชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง และการสูญเสียทรัพย์สิน เช่น
การเกิดเพลิงไหม้สารเคมี สารเคมีเหล่านี้อาจเป็นพิษก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนแก่ผู้อาศัยในบริเวณ
ใกล้เคียง

ในขณะเดียวกันน้ำที่ใช้ดับเพลิงแล้ว อาจไหลลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้เกิดปัญหามลภาวะ
ต่อแหล่งน้ำได้อีกด้วย แต่ถ้าหากมีการป้องกัน ตรวจสอบ และมีการเตรียมการที่ดีในการ
รับสถานการณ์เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน จะสามารถระงับหรือลดขนาดของการสูญเสียชีวิตและ
ทรัพย์สินได้

วัตถุประสงค์ในการจัดทำแผนปฏิบัติการเหตุฉุกเฉินก็เพื่อที่จะควบคุมหรือกำจัด
เหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น และกำหนดขั้นตอนในการระงับอุบัติภัย รวมถึงการลดผลกระทบอันเนื่องมาจาก
เหตุฉุกเฉินที่มีต่อสุขภาพ ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชนและขบวนการผลิต ในการ
จัดทำแผนฉุกเฉินจะยึดตามภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งได้แก่ การเกิดอัคคีภัยและการหกรั่วไหลของสารเคมี

แผนปฏิบัติในกรณีเกิดเหตุไฟไหม้จากข้อมูลของการสำรวจเบื้องต้นทั้งหมดจะนำมาวิเคราะห์ เพื่อหาทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับแต่ละสถานที่ เพราะในรายละเอียดสถานที่แต่ละอาจมีวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกันทุกแห่ง

แต่แนวปฏิบัติโดยทั่วไปจะคล้ายคลึงกัน เช่น

1. เมื่อมีผู้พบเห็นเหตุการณ์ ต้องดำเนินการดังนี้
- ผู้พบเห็นใช้สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ หรือวิธีการใดที่รวดเร็วชัดเจน เพื่อให้
ผู้อยู่ในอาคารทราบและแจ้งพนักงานดับเพลิง
- พยายามใช้เครื่องดับเพลิงขนาดเล็กหรืออุปกรณ์อื่นเท่าที่มี เพื่อดับเพลิงทันที

2. บุคคลในสถานที่เกิดเหตุ
- พนักงานผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดับเพลิง ต้องรีบออกจากสถานที่ทำงานของตนโดยเร็ว ตามแผนผังการหนีไฟของโรงงานและไปรวมกัน ณ จุดรวมพล เพื่อตรวจนับจำนวนพนักงาน
- ให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายทำการตรวจนับจำนวนพนักงาน เพื่อตรวจสอบว่ายังมีพนักงานติดอยู่ภายในหรือไม่เพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป
- ให้พนักงานรักษาความปลอดภัย ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่
หน่วยดับเพลิงจากภายนอกที่มาทำการช่วยเหลือในการดับเพลิง เช่น ชี้นำไปยังสถานที่เกิดเหตุ หรือนำไปยังสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงของโรงงาน
- ให้พนักงานที่ได้รับมอบหมายในการปฐมพยาบาลคอยช่วยเหลือในการ
ปฐมพยาบาลหรือส่งต่อผู้ป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลได้อย่างปลอดภัย
- ให้พนักงานรักษาความปลอดภัย คอยดูแลไม่ให้บุคคลภายนอก ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้เข้ามาภายในบริเวณเพลิงไหม้
ภายหลังเกิดเหตุให้หัวหน้าหน่วยงานของแผนกที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ทำการสำรวจ
ความเสียหายและรายงานต่อผู้บริหาร

3. การอพยพ
กรณีที่เกิดอุบัติภัยร้ายแรง เช่น เพลิงไหม้โกดัง ถังเก็บเคมีภัณฑ์ระเบิด หรือมี
ไอเคมีไวไฟจำนวนมาก หัวหน้าควรออกคำสั่งให้พนักงานทุกคนออกจากพื้นที่บริเวณโรงงาน
อย่างระมัดระวัง โดยปฏิบัติตามแผนอพยพ
ในระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือผู้ประสานงานเหตุฉุกเฉินจะรวบรวมและประเมินข้อมูลข่าวสาร จัดเตรียมเอกสารแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ ขอความเห็นชอบในเรื่องของข่าว และออกแถลงการณ์แจ้งให้พนักงาน สาธารณชน และสื่อมวลชนทราบ
ส่วนผู้บริหารสูงสุด หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จะเป็นผู้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชน

แผนปฏิบัติการเหตุฉุกเฉินเพราะกลุ่มสารเคมี

แผนปฏิบัติการเหตุฉุกเฉินเฉพาะกลุ่มของสารเคมีต่อไปนี้ เป็นการจำแนกสารเคมีที่มี
คุณสมบัติคล้ายคลึงกันไว้ในหมวดเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการควบคุม การจัดเก็บ การระงับ
อุบัติภัย กรณีเกิดอัคคีภัยหรือการหก รั่วไหลของสารอันตราย รวมถึงการปฐมพยาบาลพนักงานจากการได้รับสารดังกล่าว ซึ่งโดยทั่วไปตามหลักการเก็บกักสารเคมีที่ดีนั้น ควรจะต้องมีการแยกเก็บสารเคมีที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน ในที่นี้จะได้จำแนกกลุ่มของสารเคมีออกเป็น 52 กลุ่ม เช่น ก๊าซไวไฟสูง ก๊าซพิษ ของเหลวไวไฟสูง ของแข็งไวไฟ สารที่ติดไฟได้เอง ฯลฯ
แนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้นี้ เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติสำหรับสารกลุ่มนั้นๆ สำหรับ
รายละเอียดของสารแต่ละชนิด จำเป็นที่จะต้องศึกษาจากข้อมูลความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมี MSDS เพิ่มเติม
ในการปฏิบัติเมื่อเกิดการหกรั่วไหลของสารเคมีควรนำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาร่วมด้วย เช่น

- ชนิดหรือประเภทของสารอันตราย
- ขนาดหรือปริมาณเมื่อเกิดการรั่วไหล
- ลักษณะการรั่วไหล เป็นการรั่วไหลจากภาชนะบรรจุประเภทใด เช่น ถังเก็บขนาดใหญ่ หีบห่อ ท่อส่ง ฯลฯ
- ความเป็นพิษของสารอันตราย สถานประกอบการมีข้อมูลเกี่ยวกับสารอันตรายหรือไม่

ซึ่งการระงับเหตุฉุกเฉินโดยไม่ทราบข้อมูล อาจก่อให้เกิดอันตรายที่รุนแรงยิ่งขึ้นดังนั้น ผู้ประสบเหตุกรณีหกหรือรั่วไหลของสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติงานในอาคารเก็บสารเคมี จำเป็นต้องทราบและปฏิบัติตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้


1. สัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน ในกรณีที่พนักงานพบสารเคมีหกหรือรั่วไหล ได้กลิ่นสารเคมี หรือพบกลุ่มไอจากสารอันตราย พนักงานดังกล่าวจะต้อง :-
- กดสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน
- จะต้องแจ้งให้ศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉิน หรือผู้ควบคุมเหตุฉุกเฉินทราบทันที
- ถ้าไม่ทราบวิธีควบคุม หรือแก้ไขเหตุฉุกเฉิน จะต้องรีบออกไปให้พ้นจากอาคารเก็บสารเคมี
- ถ้าพนักงานดังกล่าวเคยผ่านการฝึกซ้อมควบคุมเหตุฉุกเฉินมาก่อน จะต้องดำเนินการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล และปฏิบัติตามแนวทางในการปฏิบัติสำหรับสารนั้นๆ


2. กำหนดเขตพื้นที่ที่ปลอดภัย กำหนดเขตอันตราย โดยแยกกั้นบริเวณที่มีการหกหรือรั่วไหลทันที ส่วนระยะที่แยกกั้นนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของสารอันตราย โดยทั่วไปกำหนดให้มีการแยกกั้นบริเวณที่มีการหกหรือรั่วไหล อย่างน้อย 25-52 เมตร โดยรอบ และทำการอพยพบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยซึ่งได้จัดเตรียมไว้


3. ให้ปฏิบัติต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นด้วยความระมัดระวัง ห้ามเข้าปฏิบัติการ ในกรณีที่ยังไม่ทราบข้อมูลใดๆ เป็นอันขาด ให้เข้าไปยังจุดเกิดเหตุทางเหนือลม เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสไอระเหยของสารนั้น ให้ระลึกอยู่เสมอว่าไอระเหยหรือก๊าซต่างๆ ไม่มีกลิ่น สี และหนักกว่าอากาศ อาจสะสมอยู่พื้นล่างของบริเวณนั้น


4. พิสูจน์ทราบวัตถุอันตราย โดยพิจารณาว่า สารอันตรายที่หกและรั่วไหลนั้นเป็นสารชนิดใด ซึ่งอาจดูได้จากทะเบียนการเก็บกักสารเคมีในอาคาร ตำแหน่งที่มีการหกรั่วไหล รวมถึงประเภทของภาชนะที่ใช้บรรจุสารนั้นๆ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับสารนั้นให้ดูจากข้อมูลความปลอดภัย (MSDS)


5. ประเมินความรุนแรงของเหตุฉุกเฉิน ผู้รับผิดชอบ เช่น ผู้ควบคุมเหตุฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย คณะกรรมการ
ความปลอดภัย รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะต้องประเมินสถานการณ์ของเหตุฉุกเฉินทันทีว่ามี
ความรุนแรงเพียงใด เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเหตุฉุกเฉินได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้จะต้องตัดสินใจ
ขอความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก ประเด็นที่ควรพิจารณาในการประเมินความรุนแรงของ
เหตุฉุกเฉิน ได้แก่
- สารดังกล่าวติดไฟ หรือมีสิ่งที่ก่อให้เกิดการติดไฟในบริเวณนั้นหรือไม่
- ปริมาณการหกรั่วไหลของสารนั้น
- อุปกรณ์ในการควบคุมการหก หรือรั่วไหล มีเพียงพอหรือไม่
- อุปกรณ์ในการผจญเพลิง
- อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล มีเพียงพอสำหรับทีมปฏิบัติการที่เข้าไปยังบริเวณที่เกิดเหตุหรือไม่
- สารที่หก หรือรั่วไหลเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรืออาจเกิดระเบิดได้หรือไม่
- มีอุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล ที่จะช่วยเหลือผู้ได้รับอันตรายจากสารอันตรายหรือไม่


6. การเข้าดำเนินการระงับเหตุฉุกเฉิน ภายหลังจากที่ได้อพยพพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากบริเวรที่หก รั่วไหลแล้ว ทีมปฏิบัติการควบคุมเหตุฉุกเฉิน อาจจำเป็นต้องเข้าไประงับเหตุฉุกเฉินที่แหล่งกำเนิด
เช่นอุดรอยรั่ว ดูดซับสารที่หก ปิดคลุมสารอันตราย ฯลฯ ประเด็นที่ต้องพิจารณาสำหรับ
ทีมปฏิบัติการควบคุมเหตุฉุกเฉิน ได้แก่
- มีการฝึกซ้อมระงับเหตุฉุกเฉินกรณีหก หรือรั่วไหลเป็นประจำหรือไม่
- พนักงานสามารถใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องหรือไม่
- จะต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง เช่น ต้องยืนอยู่เหนือลม พยายามไม่อยู่ใน
ที่ที่ต่ำ เพราะสารอันตรายบางชนิดหนักกว่าอากาศและจะสะสมอยู่ในปริมาณมาก
- ควรระบายอากาศก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในบริเวณที่หก รั่วไหล
- ปฏิบัติตามข้อมูลเคมีภัณฑ์ สำหรับสารอันตรายชนิดนั้นๆ อย่างเคร่งครัดในการควบคุมการหก รั่วไหล


7. การดำเนินการภายหลังเกิดเหตุฉุกเฉิน
- สวบสวนถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติภัยดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันต่อไป
- สำรวจความเสียหาย ทั้งที่เกิดต่อบุคคล ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม
- ประเมินประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน และควบคุมเหตุฉุกเฉินที่ใช้อยู่
- ประเมินประสิทธิภาพของทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อปรับปรุงแผนปฏิบัติการเหตุฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ

 

 

Visitors: 575,597