ประเมินความเสี่ยงแบบปอ.1 และปอ.2

การประเมินความเสี่ยงแบบ ปอ.1

การประเมินความเสี่ยงแบบ ปอ.1 เป็นการนำข้อมูลอันตรายจากการทำงานมาพิจารณาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รู้ว่า งานใดมีความเสี่ยง และควรแก้ไขเรื่องใดก่อน โดยรายละเอียดการบันทึกและเกณฑ์ให้คะแนนต้องยึดตามแบบฟอร์มขององค์กร

1. ระบุงานและขั้นตอนการทำงาน
เลือกงานที่ต้องการประเมิน และแบ่งขั้นตอนให้ชัดเจน ตั้งแต่ก่อนทำงาน ระหว่างทำงาน และหลังทำงาน เพื่อค้นหาอันตรายได้ครอบคลุม สามารถนำข้อมูลจากการวิเคราะห์งานด้วย JSA มาใช้ประกอบได้

2. ค้นหาอันตรายและผลกระทบ
สำรวจพื้นที่ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัสดุ และวิธีปฏิบัติงาน พร้อมพูดคุยกับผู้ปฏิบัติงาน ระบุว่าอันตรายคืออะไร ใครอาจได้รับอันตราย และอาจเกิดผลกระทบอย่างไร เช่น รถยกชนคน เครื่องจักรหนีบมือ หรือการสัมผัสสารเคมี

3. ตรวจสอบมาตรการที่มีอยู่
บันทึกมาตรการควบคุมที่ใช้อยู่จริง เช่น แนวกั้น อุปกรณ์ป้องกันเครื่องจักร วิธีปฏิบัติงาน และ PPE พร้อมตรวจว่ามาตรการเหล่านั้นอยู่ในสภาพพร้อมใช้และมีการปฏิบัติตามหรือไม่

4. ประเมินระดับความเสี่ยง
พิจารณา โอกาสเกิดเหตุ และ ความรุนแรงของผลกระทบ โดยใช้เกณฑ์ขององค์กร และคำนึงถึงประสิทธิผลของมาตรการที่มีอยู่ จากนั้นจัดระดับความเสี่ยงเพื่อกำหนดลำดับการดำเนินการ

5. นำผลไปควบคุมและติดตาม
รายการที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับการจัดการก่อน หากพบอันตรายเร่งด่วน ต้องหยุดงานหรือควบคุมพื้นที่ตามขั้นตอนขององค์กร แล้วนำผลประเมินไปกำหนดมาตรการ ผู้รับผิดชอบ และระยะเวลาดำเนินการ เมื่อปรับปรุงแล้วควรประเมินซ้ำว่าความเสี่ยงลดลงเพียงพอหรือไม่

ตัวอย่างเช่น งานขนย้ายสินค้าด้วยรถยกมีคนเดินใช้เส้นทางร่วมกัน อันตรายคือการเฉี่ยวชน ซึ่งอาจทำให้บาดเจ็บรุนแรง แม้มีป้ายเตือนอยู่แล้ว ก็ต้องพิจารณาว่าป้ายช่วยควบคุมได้เพียงพอหรือไม่ ผลประเมินอาจนำไปสู่การแยกทางเดิน ติดตั้งแนวกั้น และจัดจุดข้ามที่เหมาะสม

หัวใจของ ปอ.1 คือ ประเมินจากสภาพงานจริง เพื่อให้ผลที่ได้ใช้ป้องกันอุบัติเหตุและกำหนดการแก้ไขได้อย่างชัดเจน

การจัดทำแผนควบคุมความเสี่ยงแบบ ปอ.2

แบบ ปอ.2 ใช้เชื่อมโยงผลการประเมินความเสี่ยงไปสู่การดำเนินการแก้ไข โดยนำรายการอันตรายและความเสี่ยงจากแบบ ปอ.1 มากำหนดว่า ต้องแก้ไขอะไร ใครรับผิดชอบ ต้องเสร็จเมื่อใด และตรวจสอบผลอย่างไร ทั้งนี้ ให้ยึดชื่อช่องและรายละเอียดตามแบบฟอร์มขององค์กร

1. เลือกรายการความเสี่ยงที่ต้องควบคุม
ทบทวนผลจาก ปอ.1 และเลือกรายการที่ต้องปรับปรุง โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงที่ยังยอมรับไม่ได้ก่อน ระบุงาน อันตราย และผลกระทบให้ตรงกับรายการต้นทาง เพื่อให้ติดตามข้อมูลได้ชัดเจน

2. กำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
เลือกมาตรการที่ช่วยลดอันตรายได้จริง โดยเริ่มพิจารณาการกำจัดอันตราย การทดแทน และการควบคุมทางวิศวกรรม แล้วเสริมด้วยการบริหารจัดการและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลตามความเหมาะสม เขียนมาตรการให้เป็นการกระทำที่ชัดเจน เช่น “ติดตั้งแนวกั้นแยกทางเดิน” แทนข้อความกว้าง ๆ ว่า “เพิ่มความระมัดระวัง”

3. ระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดเสร็จ
กำหนดผู้รับผิดชอบแต่ละมาตรการ พร้อมระยะเวลาดำเนินการและทรัพยากรที่จำเป็น หากการแก้ไขต้องใช้เวลา ควรกำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อควบคุมความเสี่ยงระหว่างรอด้วย

4. ติดตามการดำเนินงานและตรวจสอบผล
หัวหน้างานควรตรวจความคืบหน้า พร้อมเก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย บันทึกตรวจสอบ หรือผลการสังเกตการทำงาน ต้องตรวจทั้งว่าดำเนินการเสร็จแล้วหรือไม่ และมาตรการนั้นช่วยลดความเสี่ยงได้จริงเพียงใด

5. ประเมินความเสี่ยงซ้ำหลังปรับปรุง
เมื่อดำเนินการแล้ว ให้ประเมินความเสี่ยงที่เหลือตามเกณฑ์ขององค์กร หากยังไม่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ต้องปรับมาตรการเพิ่มเติม พร้อมบันทึกผลและสถานะการติดตามให้เป็นปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น ปอ.1 พบว่ารถยกและคนเดินใช้เส้นทางร่วมกัน ปอ.2 จึงกำหนดให้ติดตั้งแนวกั้น จัดทางเดินและจุดข้าม พร้อมระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดเสร็จ หลังปรับปรุง หัวหน้างานต้องตรวจว่าคนและรถใช้เส้นทางที่กำหนดจริง และประเมินความเสี่ยงซ้ำก่อนปิดรายการ

หัวใจของ ปอ.2 คือ เปลี่ยนผลประเมินให้เป็นแผนปฏิบัติที่ชัดเจน และติดตามจนมั่นใจว่าความเสี่ยงได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม

การจัดทำแผนควบคุมความเสี่ยงแบบ ปอ.2

แบบ ปอ.2 ใช้เชื่อมโยงผลการประเมินความเสี่ยงไปสู่การดำเนินการแก้ไข โดยนำรายการอันตรายและความเสี่ยงจากแบบ ปอ.1 มากำหนดว่า ต้องแก้ไขอะไร ใครรับผิดชอบ ต้องเสร็จเมื่อใด และตรวจสอบผลอย่างไร ทั้งนี้ ให้ยึดชื่อช่องและรายละเอียดตามแบบฟอร์มขององค์กร

1. เลือกรายการความเสี่ยงที่ต้องควบคุม
ทบทวนผลจาก ปอ.1 และเลือกรายการที่ต้องปรับปรุง โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงที่ยังยอมรับไม่ได้ก่อน ระบุงาน อันตราย และผลกระทบให้ตรงกับรายการต้นทาง เพื่อให้ติดตามข้อมูลได้ชัดเจน

2. กำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
เลือกมาตรการที่ช่วยลดอันตรายได้จริง โดยเริ่มพิจารณาการกำจัดอันตราย การทดแทน และการควบคุมทางวิศวกรรม แล้วเสริมด้วยการบริหารจัดการและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลตามความเหมาะสม เขียนมาตรการให้เป็นการกระทำที่ชัดเจน เช่น “ติดตั้งแนวกั้นแยกทางเดิน” แทนข้อความกว้าง ๆ ว่า “เพิ่มความระมัดระวัง”

3. ระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดเสร็จ
กำหนดผู้รับผิดชอบแต่ละมาตรการ พร้อมระยะเวลาดำเนินการและทรัพยากรที่จำเป็น หากการแก้ไขต้องใช้เวลา ควรกำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อควบคุมความเสี่ยงระหว่างรอด้วย

4. ติดตามการดำเนินงานและตรวจสอบผล
หัวหน้างานควรตรวจความคืบหน้า พร้อมเก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย บันทึกตรวจสอบ หรือผลการสังเกตการทำงาน ต้องตรวจทั้งว่าดำเนินการเสร็จแล้วหรือไม่ และมาตรการนั้นช่วยลดความเสี่ยงได้จริงเพียงใด

5. ประเมินความเสี่ยงซ้ำหลังปรับปรุง
เมื่อดำเนินการแล้ว ให้ประเมินความเสี่ยงที่เหลือตามเกณฑ์ขององค์กร หากยังไม่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ต้องปรับมาตรการเพิ่มเติม พร้อมบันทึกผลและสถานะการติดตามให้เป็นปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น ปอ.1 พบว่ารถยกและคนเดินใช้เส้นทางร่วมกัน ปอ.2 จึงกำหนดให้ติดตั้งแนวกั้น จัดทางเดินและจุดข้าม พร้อมระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดเสร็จ หลังปรับปรุง หัวหน้างานต้องตรวจว่าคนและรถใช้เส้นทางที่กำหนดจริง และประเมินความเสี่ยงซ้ำก่อนปิดรายการ

หัวใจของ ปอ.2 คือ เปลี่ยนผลประเมินให้เป็นแผนปฏิบัติที่ชัดเจน และติดตามจนมั่นใจว่าความเสี่ยงได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม

Visitors: 687,645