ความเป็นมาของ KYT

เริ่มต้น

นายโตชิโอะ คิตะงะวะ ประธานคณะกรรมการป้องกันอุบัติกลาง ประเทศญี่ปุ่น ได้เคยบอกว่า

“ ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมภรรยาและลูกน้อย 2 คน ของพนักงานที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีพนักงานประมาณ10,000 คน

ตัวภรรยาก็พูดพึมพำกับตัวเองว่า

“ สำหรับบริษัทแล้ว....การสูญเสียครั้งนี้เป็นการสูญเสียแค่คนงานคนเดียวในบริษัท แต่สำหรับดิฉันแล้ว... การสูญเสียครั้งนี้...เป็นการสูญเสียทุกอย่างในชีวิต ”

“ เป็นการสูญเสียทุกอย่างในชีวิต ”

จากจุดนี้เอง...จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวความคิดของการรณรงค์อุบัติเหตุเป็นศูนย์ด้วยมือของทุกคน

เป้าหมาย ..ไม่ต้องการลดอุบัติเหตุเพียงครั้งหนึ่ง...

แต่ต้องให้พนักงานทุกคนปลอดภัย... อธิบายข้อมูลนี้ให้ด้วย

เพราะทุกชีวิตมีความสำคัญ... ยากที่จะอธิบายแทนกันได้...

รื่องราวของ คุณโตชิโอะ คิตะงะวะ เป็นบทเรียนที่ทรงพลังและสะเทือนใจที่สุดบทหนึ่งในโลกของการบริหารความปลอดภัยครับ คำพูดของภรรยาพนักงานท่านนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเศร้า แต่มันคือการ "เปลี่ยนมุมมอง" (Paradigm Shift) จากตัวเลขสถิติให้กลายเป็น "คุณค่าของชีวิต"

ผมขออนุญาตอธิบายขยายความจากคำพูดดังกล่าว เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของแนวคิด Zero Accident (อุบัติเหตุเป็นศูนย์) ดังนี้ครับ:

   1. ความแตกต่างของ "ตัวเลข" กับ "หัวใจ"
ในมุมมองบริษัท (1/10,000): เมื่อเกิดอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิต ฝ่ายบุคคลอาจมองว่าเป็นเพียง 1 ตำแหน่งที่ว่างลง ต้องหาคนมาทดแทน หรือเป็นตัวเลขสถิติที่เพิ่มขึ้นในรายงานประจำปี

ในมุมมองครอบครัว (1/1) : สำหรับครอบครัว พนักงานคนนั้นคือ "ทั้งหมดของโลก" คือพ่อ คือสามี และคือเสาหลัก การสูญเสียเพียง 1 คน จึงเท่ากับการสูญเสีย 100% ของครอบครัวนั้น

   2. ทำไมต้องเป็น "ศูนย์" (Zero) ไม่ใช่แค่ "ลดลง" (Reduce)
หากเราตั้งเป้าหมายว่า "ปีนี้ขอให้อุบัติเหตุลดลงเหลือแค่ 1-2 ราย" คำถามที่ตามมาคือ "แล้วใครจะเป็น 1 ใน 2 รายนั้น?"

ไม่มีใครอยากให้รายชื่อนั้นเป็นตัวเอง เพื่อนร่วมงาน หรือคนในครอบครัว

แนวคิด Zero Accident จึงไม่ใช่แค่เป้าหมายทางตัวเลข แต่คือ "คำมั่นสัญญา" ว่าเราจะไม่ยอมให้ใครสักคนต้องกลายเป็นเหยื่อของความประมาท

   3. "ด้วยมือของทุกคน" (Participation)
ความปลอดภัยไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) หรือผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก:

การตระหนักรู้ (Awareness): มองเห็นความเสี่ยงก่อนที่มันจะเกิด

ความห่วงใย (Care): ตักเตือนเพื่อนร่วมงานเมื่อเห็นพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย

ความเป็นเจ้าของ (Ownership): ทุกคนต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อให้มั่นใจว่า "ตอนเช้ามาทำงานอย่างไร ตอนเย็นต้องกลับบ้านไปหาครอบครัวสภาพเดิม"

    4. ทุกชีวิต "ทดแทนกันไม่ได้"
ในโลกธุรกิจ ทรัพย์สินหรือเครื่องจักรที่พังสามารถซื้อใหม่หรือซ่อมแซมได้ แต่ชีวิตคนไม่มีอะไหล่สำรอง ความโศกเศร้าและการสูญเสียโอกาสในชีวิตของคนหนึ่งคน รวมถึงอนาคตของลูกน้อยที่รออยู่ที่บ้าน เป็นมูลค่าที่ประเมินเป็นเงินไม่ได้

บทสรุป: ข้อความที่คุณคิตะงะวะต้องการสื่อ คือการปลุกจิตสำนึกให้เราเลิกมองพนักงานเป็นแค่ "แรงงาน" แต่ให้มองเขาเป็น "มนุษย์ที่มีคนรออยู่ที่บ้าน" การรณรงค์อุบัติเหตุเป็นศูนย์จึงไม่ใช่เรื่องของระเบียบวินัยที่น่าเบื่อ แต่เป็นเรื่องของ "ความรักและความปรารถนาดี" ที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันครับ

ประวัติความเป็นมา

KYT เริ่มเมื่อปี คศ.1973 ( พ.ศ.2516)

เป็นผลงานการคิดค้นของสมาคมการรณรงค์ปลอดภัยอุบัติเหตุ ( Zero Aaigal Sanka Undoo ) สนับสนุนโดยกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่น วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางด้านความปลอดภัยอนามัยของมนุษย์ ภายใต้สโกแลน

Zero Accident By Everyone

ข้อมูลที่คุณให้มาเป็นหัวใจสำคัญของ KYT (Kiken Yosho Training) หรือการฝึกพยากรณ์อันตราย ซึ่งเป็นระบบที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ความปลอดภัยในการทำงานของโลกเลยครับ

เพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมของประวัติและความเป็นมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมขออธิบายขยายความดังนี้ครับ:

จุดกำเนิดจาก "ความรัก" สู่ "ระบบ"
ระบบ KYT ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นกฎระเบียบ แต่มีรากฐานมาจากความสะเทือนใจของคุณ โตชิโอะ คิตะงะวะ (ประธานคณะกรรมการป้องกันอุบัติเหตุกลางในขณะนั้น) ที่ได้เห็นผลกระทบที่แท้จริงของการสูญเสีย เขาจึงผลักดันให้เกิดการป้องกันแบบ "เชิงรุก" แทนที่จะรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข

 ไทม์ไลน์สำคัญ
ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516): เป็นปีที่ระบบนี้ถูกคิดค้นขึ้นอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่น โดย สมาคมรณรงค์ความปลอดภัยและอนามัยอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (JISHA) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงแรงงาน

ชื่อภาษาญี่ปุ่น: เรียกว่า Zero Aaigal Sanka Undoo หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ "กิจกรรม Zero Accident"

ปรัชญา 3 ประการของ Zero Accident
หัวใจของสโลแกน "Zero Accident By Everyone" ตั้งอยู่บนหลักการ 3 ข้อที่สำคัญมากครับ:

     1. หลักการของความเป็นศูนย์ (Zero Principle): ไม่ใช่แค่ลดอุบัติเหตุให้เหลือน้อย แต่ต้อง "ไม่มีเลย" ในทุกมิติ ทั้งการเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือแม้แต่อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ

     2. หลักการของการป้องกันล่วงหน้า (Pre-emption Principle): เป็นการค้นหาอันตรายที่แฝงอยู่ (Hidden Dangers) ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง (หัวใจของ KYT คือการ "พยากรณ์" หรือเดาล่วงหน้านั่นเอง)

    3. หลักการของการมีส่วนร่วม (Participation Principle): ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของใครคนหนึ่ง แต่ต้องได้รับความร่วมมือจาก "ทุกคน" ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ (ทุกคนต้องลงมือทำด้วยตัวเอง)

ทำไมต้อง "ด้วยมือของทุกคน"?
ในการฝึก KYT เราจะเห็นการ "ชี้มือและปากย้ำ" (Pointing and Calling) เช่น "สายไฟไม่ชำรุด...โอเค!" นั่นคือการดึงสติและสมาธิให้กลับมาอยู่ที่งานตรงหน้า 100%

สรุปสั้นๆ: KYT คือการฝึกให้พนักงาน "ตารู้เห็น หูรู้ฟัง ปากร้องเตือน และมือชี้จุด" เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันความปลอดภัยที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งก็คือ "สติ" ของตัวพนักงานเองครับ

 

Visitors: 651,025