วิทยากรด้านความปลอดภัย

าว

คุณสมบัติสำคัญสำหรับคนที่จะทำอาชีพวิทยากร
ต้องเป็นคนมีของ …..ไม่ใช่….คนขายของ
คนมีของ
หมายถึงคนที่มีของดีอยู่ในตัว เช่น ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ประสบการณ์และต้องพัฒนาสิ่งของนั้นให้เป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมีคุณค่ามากพอที่จะไปให้เป็นการแลกเปลี่ยนกับคนที่ให้โอกาสไปบรรยาย

คนขายของ
หมายถึงวิทยากรที่ของซึ่งอาจจะไม่ใช่ของตัวเอง ไปลอกไปเลียนไปเรียนไปจำของคนอื่นมาดูง่ายๆจากการตั้งชื่อเวบ ชื่อหลักสูตร ชื่อหนังสือ ให้คล้ายๆกับของวิทยากรที่มีชื่อเสียง ดูจากการบรรยายที่จดจำเขามาและประยุกต์ต่อยอดแบบไม่ค่อยเนียนถามไรตอบไม่ค่อยได้ ดูจากการเร่ขายคอร์สว่อนสื่อ เจอใครเป็นขายตรง ขายทั้งวัน เห็นคคนไม่ได้ต้องขาย
ในฐานะที่เป็นวิทยากรมานาน จึงอยากจะฝากเตือนวิทยากรรุ่นน้องๆว่าถ้าอยากจะอยู่ในอาชีพนี้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีให้สมกับที่ลูกค้าให้เกียรติเรา จงให้เกียรติตัวเราเองก่อน ยิ่งโลกออนไลน์ปัจจุบันคนถึงกันหมดทั้งวิทยากรและลูกค้า

ที่เขียนมาไม่ได้เจาะจงท่านใดท่านหนึ่งนะครับ เป็นพฤติกรรมรวมๆที่อาจจะทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของอาชีพพวกเรานะครับ ต้องยอมรับว่าอาชีพนี้นอกจากเราขายความรู้ ความคิด ความเข้าใจแล้ว เรายังต้องรักษาศรัทธาในอาชีพของพวกเราให้ได้ก่อนนะครับ ลูกค้าหาไม่ยาก แต่การรักษาศรัทธาของลูกค้าที่มีต่อเรานั้นยากมากครับ มีเงินก็ซื้อไม่ได้ครับ

วิทยากรต้องตอบคำถามตัวเอง….ก่อนตอบคำถามลูกค้า

คนเป็นวิทยากรต้องตอบคำถามตัวเองก่อนว่า

เรามีอะไรดี
เรามีอะไรเด่น
เราถนัดอะไร
เราจะส่งมอบอะไรให้ลูกค้า
ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
เราจะส่งมอบสิ่งดีๆให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร
หลังจากนั้นก็ค่อยไปตอบคำถามจากลูกค้าว่า

เขาต้องการอะไร
เขาต้องการให้ใคร
เขาต้องการอย่างไร
สุดท้ายนำเอาคำตอบทั้งสองข้อมาพิจารณาดูว่า

เราจะรับงานบรรยายนี้หรือไม่ เพราะอะไร
ถ้าเรารับงานไปแล้ว ลูกค้าจะได้คุ้มค่าหรือไม่
ถ้าเราไม่รับ แต่ต่อไปเราอยากจะรับ เราต้องพัฒนาตนเองเรื่องอะไรบ้าง

ฝากไว้เป็นคำถามสำหรับวิทยากรรุ่นน้องๆนะครับ
วิทยากรต้องเป็นอันดับหนึ่งสักเรื่อง
อาชีพนี้ดีตรงที่วิทยากรอันดับหนึ่งไม่ยั่งยืนเพราะต้องแก่ เลิก ตาย ไปตามกาลเวลาไม่เหมือนองค์กรอันดับหนึ่งหรือชั้นนำที่อยู่ได้เป็นร้อยปี

โอกาสคือวิทยากรที่ดังค่าตัวแพง มักจะมีเวลาเหลือสำหรับพัฒนาตนเองน้อยลง เพราะต้องจัดสรรเวลาไปหาเงิน หรือจัดสรรเวลาไปช่วยเหลือสังคมมากกว่าจะมาพัฒนาตนเองในหลักสูตรที่บรรยาย และหลายคนก็เริ่มหมดแรงจูงใจ หรือวิทยากรบางท่านก็เริ่มเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะในตลาดไม่ได้รับงานบรรยายทุกกลุ่มเป้าหมายเหมือนวิทยากรมือใหม่

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของวิทยากรทุกรุ่นที่จะสามารถพัฒนาตนเองให้ลูกค้ายอมรับเป็นวิทยากรอันดับหนึ่งในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง ภายในไม่กี่ปี เพราะหาเราทำอยู่เรื่องเดียวเป็นเวลาหลายปี ใครจะเก่งกว่าเราจึงอยากจะฝากถึงวิทยากรรุ่นใหม่ว่าเลือกบรรยายสักเรื่องที่ตั้งเป้าหมายว่าภายในกี่ปีเราจะต้องเป็นวิทยากรอันดับหนึ่งในเรื่องนี้ และมุ่งมั่นทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จ รับรองว่าจะหากินไปได้อีกหลายปีแน่นอนครับ เพราะกว่าวิทยากรรุ่นใหม่จะมาแทนเราได้

ตอนนั้นเราก็คงแก่ เลิก ตาย ไปแล้วครับ 555
วิทยากรต้องมีวิญญาณของความเป็นครูผู้ให้
ต้องไม่โทษผู้เรียน แต่ต้องหาทางให้ผู้เรียนได้รู้ ได้เข้าใจตามสถานะของผู้เรียนแต่ละคนเพราะหน้าที่เราคือช่วยองค์กรพัฒนาคนทุกคนที่เขาส่งเข้ามาเรียน ไม่ใช่เลือกสอนเฉพาะคนที่เราชอบ คนเป็นครูทิ้งลูกศิษย์ไม่ได้สักคน คุณครูไม่เคยเลือกบอกว่านี่คือลูกศิษย์นี่ไม่ใช่ แม้ลูกศิษย์จะทำผิดติดคุกติดตะราง ครูก็ยังไม่เคยตัดลูกศิษย์คนนั้นออกจากความเป็นครูศิษย์

จึงอยากจะฝากให้วิทยากรรุ่นใหม่ว่าจงนำวิญญาณการเป็นครูผู้ให้ติดตัวไปทุกที่
เพราะนี่คือพาสปอร์ตที่จะเป็นใบเบิกทางให้เราเดินไปในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างปลอดภัย ไปได้ทุกหนทุกแห่งครับ
งานของวิทยากรได้มาจากไหน

มาจากคนที่ศรัทธาเรา เช่น คนอ่านบทความ หนังสือ เราเคยช่วยเหลือเขา
มาจากคนที่ได้มาจากศรัทธาอ้างอิง นั่นก็คือมีคนที่ลูกค้าศรัทธาแนะนำมา
มาจากบริษัทจัดอบรมที่หาลูกค้ามาให้เรา
มาจากเราขายตรง โฆษณาผ่านสื่อต่างๆ
ฯลฯ
จากประสบการณ์ผมพบว่างานผมส่วนใหญ่มาจากคนที่รู้จักผมมาก่อนเกือบทั้งหมด ยิ่งในช่วงสี่ห้าปีหลังผมไม่ได้รับงานจากบริษัทจัดอบรม ลูกค้าทั้งหมดจึงมาจากคนรู้จักครับ

จึงอยากจะฝากบอกวิทยากรรุ่นน้องๆว่า…จงสร้างตนให้คนรู้จัก เชื่อ และศรัทธาในความเป็นตัวเรา เพราะแบรนด์แห่งศรัทธานั้นสร้างไม่ได้ภายในวันเดียวเหมือนการรีแบรนด์สินค้าหรือองค์กร อยากจะแนะนำว่าจงช่วยเหลือคนทุกคนที่พานพบโดยไม่ต้องไปสนใจว่าเขาจะเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราหรือไม่ จงทำตัวเป็นครู มูลนิธิ ให้กับคนที่เข้ามาหาเรานะครับ มีหลายครั้งที่คนที่เชิญผมไม่รู้จักผม แต่สามี/ภรรยาของเขารู้จักผมผ่านตัวหนังสือหรือเคยรู้จักผมมาฐานะอื่น ที่ไม่ใช่วิทยากร เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน ฯลฯ แต่มาวันหนึ่งคนใกล้ตัวของเขาเชิญผมเป็นวิทยากร

 

ไม่มีใครเกิดมาเป็นวิทยากรที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกของอาชีพนี้

วิทยากรทุกคนรวมถึงผมด้วย มักจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการลองผิดลองถูก ผ่านการเรียนรู้ เรียนไม่เข้าใจมาก่อนทั้งนั้นครับ ดังนั้น จงอย่าหลบหลีกหรือหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ความล้มเหลว เพราะมันคือบทเรียนสำหรับทุกคน ไม่มีวิทยากรคนไหนที่ไม่มีใครเขียนคอมเมนต์ในเชิงลบ เช่น วิทยากรไม่เก่ง ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ตรง ฯลฯ
แต่…สิ่งสำคัญที่อยากเตือนไว้คือ….ผิดได้แต่อย่าผิดซ้ำ ผิดได้แต่ต้องปรับปรุงพัฒนา
อย่ากลัวความล้มเหลว อย่าให้ความล้มเหลวมาเป็นตัวบั่นทอนหรือหลอกหลอน
จงนำเอาความล้มเหลวมาเป็นโจทย์แห่งความท้าทาย

กตัญญูรู้คุณครู
ไม่มีวิทยากรท่านไหนไม่เคยเป็นลูกศิษย์วิทยากรคนอื่น
ต้องยอมรับว่ากว่าเราจะมาเป็นวิทยากร เราได้เรียนรู้จากวิทยากรท่านอื่นๆมาเยอะมาก มากจนจำไม่ได้หรอกว่าเราเอาความรู้ที่มาสอนต่อนั้นมาจากวิทยากรท่านไหนบ้าง
และผมเชื่อว่าวิทยากรทุกคนไม่มีใครหวงความรู้หรอก เพราะตายไปใครก็เอาไปไม่ได้ จะเก็บไว้ให้ลูกหลานเหมือนมรดกอื่นๆก็ไม่ได้
ดังนั้น หากเราเป็นวิทยากรที่มีชื่อเสียง เราจะมีชื่อเสียงมากขึ้นและยั่งยืนตลอดไป หากเราไม่ลืมบุญคุณของคนเป็นครูผู้ให้เรา นั่นคือวิทยากรทุกท่านที่เราเคยได้มีโอกาสเรียนรู้กับท่านมา ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยให้ใครฟังก็ได้ แค่เรารู้อยู่กับตัว พฤติกรรมที่แสดงออกย่อมบอกแทนคำพูดได้เป็นอย่างดีครับ

อยากเป็นวิทยากรที่ดีและดัง
ต้องเรียนรู้วิธีการของวิทยากรดังว่าเขาทำอย่างไรให้ได้ทั้งชื่อ งาน เงิน และศรัทธา
ต้องเรียนรู้คุณค่าจากวิทยากรดี หากเราสามารถเรียนรู้ได้ทั้งสองเรื่องพร้อมๆกันจากวิทยากรคนเดียวกันได้ก็ดี
แต่หากไม่มีทั้งสองอย่างพร้อมกัน ก็จงเปิดใจเรียนรู้กับวิทยากรบางท่านในบางเรื่องก็ได้ สุดท้ายเราก็ได้ครบเครื่องทั้งเรื่องดังและเรื่องดีไปพร้อมๆกันนะครับ

ตลาดงานบรรยายเปรียบได้กับร่องน้ำฝนที่ตกบนพื้นดินเพิ่งถมที่
งานบรรยายไม่ใช่การขายของกินที่กินข้าวอิ่มแล้วไม่กินอีกจนกว่าจะหิว
ตลาดงานบรรยายมีทั้ง Demand ที่เกิดตามแผนฯอยู่แล้ว กับ Demand ที่ซ่อนอยู่
แม้องค์กรหรือผู้บริหารเองก็อาจจะยังไม่รู้ เราสามารถทำให้เกิด Demand จริงขึ้นมาได้ไม่ยาก
พูดง่ายๆว่าหากเอางานทั้งหมดมากาง แล้วแบ่งงานทั้งหมดให้คนทำอาชีพวิทยากรทุกคน ผมเชื่อว่าวิทยากรทุกคนยังมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในอาชีพนี้ เผลอๆเหลือกินเหลือใช้อีกต่างหาก ดังนั้น อย่ากลัวว่าวิทยากรเยอะงานน้อย
อยากจะให้เห็นภาพที่ที่ดินที่เพิ่งถมลูกรังไว้ใหม่ๆ แล้วฝนตกลงมา เราจะสังเกตเห็นว่าร่องน้ำบนดินที่เพิ่งถมเกิดขึ้นมากมายหลายร้อยหลายพันร่่อง ร่องเล็กบ้างใหญ่บ้าง ขึ้นอยู่กับลักษณะของดิน ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ไหลมาร่วมกันในร่องนั้นๆ ไม่มีใครพยากรณ์ได้หรอกว่าจำนวนร่องน้ำฝนบนหน้าดินที่เพิ่งถมมาใหม่ๆจะมีจำนวนเท่าไหร่

อยากได้ลูกค้าต้องสร้างลูกศิษย์
วิทยากรที่งานเยอะๆบางท่านไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่ทำการสร้าง ปั้น สอน ส่งเสริม ให้โอกาสลูกศิษย์
อย่าลืมว่าลูกค้าหนึ่งคนจะต่อยอดลูกค้าให้เราได้ไม่เยอะเท่าก้บลูกศิษย์หนึ่งคน ลองคิดดูว่าหากลูกศิษย์คนนั้นเขามีเครือข่ายในชีวิตเขานับร้อยนับพันคน นั่นคือกลุ่มเป้าหมายลูกค้าเราที่ขยายออกไปพร้อมเครือข่ายของลูกศิษย์โดยที่เราไม่ต้องทำการตลาดใดๆเลย เราแค่ทำดีกับลูกศิษย์สั่งสอนเขา ให้โอกาสเขา ช่วยเหลือเขา ให้คำปรึกาเขา เท่านั้นเอง ไม่ต้องไปเสียตังค์ให้กูเกิ้ลเลย แถมการสร้างลูกศิษย์เราได้กินกาแฟฟรีอีกต่างหาก 555

วิทยากรต้องมองไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า มากกว่ามาหวงความรู้ที่เป็นอดีต
วิทยากรท่านใดที่รุ่นน้องลอกเลียนแบบ ก๊อปปี้ความรู้ สไลด์ เนื้อหาไปใช้
ขอให้ท่านจงดีใจว่า….ท่านเริ่มจะเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องนั้น
เพราะมนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี หากใครยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเองลงโดยการลอกเลียนแบบ
แสดงว่าเขาต้องยอมรับเราสูงมากครับ
หากมีคนเดินตามเรา เรามีอะไรออกมาใหม่มีคนเอาไปใช้
แสดงว่าเราเป็นผู้นำ เพราะมีผู้ตาม หากมีคนเดินตามเราเยอะๆ
วันหนึ่งลูกค้าเริ่มสงสัยว่าทำไมวิทยากรท่านนี้มีวิทยากรเดินตามเยอะจัง
และนั่นคือเวลาที่ลูกค้าจะหางานมาให้ ในขณะเดียวกันวิทยากรรุ่นน้องที่เดินตามเรามาติดๆ
พอเขาไปเจองานยากๆ หินๆ เขาก็จะโยน…เฮ้ย ไม่ใช่ แนะนำมาให้เราเอง
นี่คือข้อดีของการที่มีคนเดินตามเราครับ
ต่อไปการจัดเรทติ้งวิทยากรนอกจากชื่อเสียง งาน เงิน แล้วอาจจะต้องวัดจำนวนแฟนคลับที่เดินตามวิทยากรคนนั้นๆด้วยนะครับ เหมือนแฟนคลับสโมสรฟุตบอลอะไรประมาณนั้นก็น่าจะดีนะครับ

วิทยากรเก่งอย่าแย่งงานน้อง….ขอร้องครับท่าน
ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีหน่วยงานใดจัดระเบียบวิทยากรคือ “พี่เก่งแย่งงานน้อง”
วิทยากรที่เก่งๆกรุณาปรับระดับเพดานบินไปกินลมบนบ้างเด้อ
ไม่ใช่พอชื่อดัง อยากได้ตังค์เยอะ ใครเชิญบรรยายหลักสูตรอะไรก็ไปหมด
เชิญบรรยายให้คนกลุ่มไหนก็รับหมด
อย่างนี้วิทยากรน้องใหม่จะเกิดได้อย่างไรละครับท่าน
ผมอยากขอร้องให้วิทยากรที่เก่งมีชื่อเสียง กำหนดขอบเขตและระดับเพดานบินของตัวเองให้เหมือนเครื่องบินลำใหญ่ๆนะครับ อย่าลดระดับลงมาแย่งเส้นทางการบินของเครื่องบินเล็กเลยครับ เพราะเครื่ิองบินเล็กไม่มีศักยภาพมากพอที่จะบินขึ้นไปแทนท่านในระดับที่สูงกว่าได้
หากเก่งจริง รบกวนบินสูงขึ้นๆตามอายุตัวและอายุงานในอาชีพนะครับ
อย่างน้อยๆก็จะได้แบ่งพื้นที่ยืนในตลาดให้น้องวิทยากรรุ่นใหม่ๆบ้าง
ให้น้องตามไปดู ให้น้องไปแบ่งพื้นที่บนเวทีของพี่บ้าง แนะนำงานเล็กๆที่ไม่สมศักดิ์ศรีกับรุ่นพี่ไปให้รุ่นน้องบ้างนะครับ

มีบรรยาย….จงไปยืนทำงาน
ไม่มีบรรยาย…จงนั่งทำงาน
หากช่วงไหนวิทยากรไม่มีงาน อย่าคิดหางาน
เพราะจะได้งานรับจ้างบรรยายไปวันๆเท่านั้น ไม่มีงานกินยาวเพราะแค่หาเช้ากินค่ำ
ทำได้บ้างในบางจังหวะของชีวิตที่ครอบครัวไม่มีอะไรจะกิน แต่อย่าทำบ่อย
หากไม่มีงาน….จงสร้างงานให้ตัวเองโดยการเขียนหนังสือ บทความ พัฒนาหลักสูตร
ออกไปพบปะผู้คนเพื่อไม่ให้เกิดความท้อแท้ห่อเหี่ยว ส่วนตัวผมชอบเขียนหนังสือ
เพราะได้อยู่กับตัวเอง ไม่ต้องเสียเวลาออกไปไหน ได้พัฒนาความคิดรองรับงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เกิดสมาธิ
งานที่เราได้มาไม่ได้มาเพราะขายงานวันนี้ แต่ได้มาจากกรรมดีที่เคยทำในอดีตทั้งนั้น
ดังนั้น หากต้องการให้งานเข้ามาอย่างต่อเนื่องเหมือนได้กินปลาอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องให้อาหารปลาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อาหารปลาของวิทยากรคืออาหารสมองของผู้คนในสังคมครับ
ของเก่าขายไปย่อมตกยุคไป ของใหม่ที่ใหม่เกินไปก็ขายยาก
ดังนั้น ในขณะที่ขายของเก่าก็จงสร้างของใหม่ไว้รอขายไปพร้อมๆกันด้วยนะครับ

วิทยากรต้องสอนให้เขาไปใช้….ไม่ใช่ไปสอนโชว์
วิทยากรหลายท่านเก่งมาก แต่เวลาไปบรรยาย
กลายเป็นเวทีโชว์ของ(ไม่ลับ)คือพูดเข้าใจยาก ขนาดตัวเองยังงงเลย
เพราะใช้ศัพท์สูงมากต้องปีนบันไดขึ้นไปฟัง ต้องใช้เครื่องตัดเสียงรบกวน
ต้องเข้าห้องตัดต่อจึงจะฟังรู้เรื่อง เพราะท่านคิดว่าการพูดยากๆคือการโชว์ความรู้ขั้นสูง
พวกเราเป็นวิทยากรจงจำไว้ว่า…เราไม่ใช่เทวดา
เราก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่สนใจศึกษาเรื่องบางเรื่องจนรู้แจ้ง เห็นกระจ่าง
และสามารถนำทางผู้เรียนให้รู้และเข้าใจเหมือนกับที่เราเข้าใจได้
เวลาบรรยายไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะว่าเราไม่รู้ ไม่เก่ง
แต่ถ้าเราสามารถทำให้ผู้เรียน รู้ เข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้ก็พอแล้ว
คำว่าเก่งคือ…เก่งถ่ายทอด เก่งกระตุ้นให้คนนำความรู้ไปใช้
ไม่ใช่พูดเก่ง ไม่ใช่พูดเข้าใจยาก ไม่ใช่ใช้ศัพท์วิชาการสูงๆ
ทั้งหมดนี้ไม่นับรวมวิทยากรที่พูดในเชิงวิชาการในเวทีวิชาการนะครับ
ผมหมายถึงวิทยากรที่บรรยายให้คนทำงานในองค์กรฟังเท่านั้นนะครับ

เป็นวิทยากรต้องย่อตัว…อย่ายืดตัว
อาชีพนี้ได้รับการยอมรับจากคนเรียนเป็นทุนอยู่แล้ว เขายกย่องให้เกียรติอาชีพของพวกเราเยอะมาก บางครั้งยังมากกว่าผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเสียอีก ลูกค้าดูแลเป็นห่วงเป็นใยเรายิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียอีก เช่น อาจารย์มีแผนที่ยัง มาถูกไหม ถ้ามาไม่ถูกโทรมาเบอร์นี้ได้นะครับ อาจารย์คะ/ครับเราจัดที่จอดรถไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะครับ/คะ อาจารย์ต้องการกาแฟไหมคะ/ครับ ฯลฯ….อาจารย์คะนี่คือเช็คคะ(ตรงนี้แหละที่หลายคนชอบเป็นวิทยากร 555)
หากมีคนอุ้มเราขึ้นสูง แล้วตัวเรายังยืนยืดตัวขึ้นไปอีก
โอกาสที่จะตกลงมามีสูงมาก และตกเจ็บด้วย
ดังนั้น อาชีพเราต้องพยายามย่อตัวให้ต่ำเข้าไว้
เพื่อให้เราได้ใกล้ชิดและชดเชยกับความสูงที่เขายกเราขึ้นไป
เราต้องทำตัวโน้มต่ำลงหาฐาน เพราะนอกจากเขาจะไม่ต้องออกแรงแบกเรามากแล้ว
จะช่วยให้เราทรงตัวได้ง่ายด้วยครับ
วิทยากรก่อนมาเป็น…คุณก็คือคนธรรมดาใช่ไหม
พอเป็นวิทยากรแล้ว….ก็ต้องไม่กลายเป็นเทวดาที่คนธรรมดาจะทำอะไรคุณไม่ได้

มีคนถามว่าวันนี้เป็นอะไร กินยาผิดหรือปล่าว
ทำไมเขียนได้เยอะจัง
คำตอบคือ…ไม่รู้ มันเหมือนพรั่งพรูออกมาจากข้างใน
ขนาดหยุดเขียนแล้วไปออกกำลังกาย(เล่นฮูลาฮูป ดูกอล์ฟ)
ก็ต้องหยุดเล่นมาเขียนต่อ เพราะรู้สึกยังไม่หมด
หมายเหตุ – อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้ไปออกรอบเล่นกอล์ฟและไม่โดน

เพื่อนร่วมก๊วนกินในรอบหนึ่งปีก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนี้สงสัยต้อง

ไปออกรอบเล่นกอล์ฟทุกวัน ไอเดียจะได้เยอะ 5555

ใครอ่านเรื่อง…พี่สอนน้องวิทยากร
ที่ผมเขียนแล้วไม่เห็นด้วย กรุณาอย่าอ่านนะครับ
เพราะไม่ใช่บทความวิชาการหรือแนวทาางที่ถูกต้องตามหลักการทางวิชาการใดๆ

ผมแค่อยากสอนน้องที่คิดว่าผมเป็นรุ่นพี่ในอาชีพตามประสบการณ์ของผมเท่านั้นนะครับ
ขอบคุณครับ ‪
#‎วิทยากรสอนน้อง‬ โดย อ.ณรงค์วิทย์ แสนทอง

Visitors: 123,375